1475170742
1 สมการชีวิต

Advertise on podcast: 1 สมการชีวิต

Rating
★★★★★
5
from
2 reviews
This podcast has
393 episodes
Language
Thai
Date created
2019/08/01
Latest episode
2026/10/11
Average duration
57 min.
Release period
7 days

Description

ในวันที่รู้สึกหลงทางกับปัญหาชีวิต เครียดกับความคาดหวังในการทำงาน และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ยุ่งเหยิง มาร่วมค้นหาคำตอบกับรายการ "สมการชีวิต" ที่จะมอบหลักธรรมะที่เข้าใจง่ายเป็นแนวทางให้กับคุณ เพื่อเปลี่ยนจากความสับสนเป็นความมุ่งมั่น เปลี่ยนใจที่ร้อนรนให้สงบเย็น ครอบครัวจะกลับมาอบอุ่น การงานจะราบรื่น และคุณจะพบสมการชีวิตที่ลงตัวและเปี่ยมสุขอย่างแท้จริง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Unlock 1 สมการชีวิต podcast Email contact info,
Listeners & Audience details

Email contact information

Direct podcast contact details

Listeners

Audience numbers & engagement insights

Audience details

Podcast Insights

Podcast episodes

Check latest episodes from 1 สมการชีวิต podcast


เตรียมใจสู้มะเร็ง [6942-1u]
2026/10/11
Q1: เตรียมใจสู้มะเร็ง A: ต้องมีการเตรียมตัว 3 ช่วง (1) ช่วงยังไม่ป่วย ทางกาย = ให้เลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยง ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ทำประกัน ทางใจ = ให้พิจารณาว่า เราต้องมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ล่วงพ้นไปไม่ได้ รวมถึงความแก่และความตายด้วย (2) ช่วงป่วยแล้ว ทรัพย์สิน = ให้ทำพินัยกรรม จัดการให้เรียบร้อย คนรอบตัว = ทำหน้าที่ทิศ 6 ร่างกายของเรา = แจ้งความประสงค์เรื่องการให้ช่วยชีวิตถึงขั้นไหน บริจาคอวัยวะ/ร่างกาย จัดการศพ (3) ช่วงใกล้ตาย ทรัพย์สิน = ให้พิจารณาว่า เป็นของไม่เที่ยง อยู่กับใครก็เป็นของคนนั้น เราเอาไปด้วยไม่ได้ อย่าห่วง ควรละความยึดถือในสิ่งของนั้น คนรอบตัว = ให้พิจารณาว่า บุคคลเหล่านั้นมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่ต้องไปห่วงเขา กิจที่เราต้องทำต่อเขา เราได้ทำแล้ว ถ้าติดต่อไม่ได้ ก็ให้ตั้งจิตที่ประกอบด้วยเมตตานึกถึงเขา ร่างกายของเรา = ให้พิจารณาว่า กายนี้เป็นของเน่าเปื่อย เป็นรังของโรค ให้เราเข้าใจ ให้เห็นความไม่เที่ยงในกายนี้ แล้ววางลงเสีย อย่ามีความกังวลใจ รักษาด้วยสติและปัญญา ปล่อยวางเวทนาในกาย เมื่อกายกับใจแยกกันได้ จิตใจก็จะสบาย Q2: “สติ” เครื่องมือดึงจิต A: เครื่องมือที่ทำให้จิตมีกำลัง คือ “สติ” - “สติ” = เกิดจากศรัทธาและความเพียร - “ศรัทธา” = ความมั่นใจ ความลงใจ ในวิธีการปฏิบัติ ทุกข์เป็นที่ตั้งของศรัทธา ธรรมะเป็นทางออกของทุกข์ กัลยาณมิตร เป็นตัวเชื่อมจากทุกข์ไปสู่ศรัทธาได้ - “ความเพียร” = การลงมือทำจริง แน่วแน่จริง ในการปฏิบัติ - “ปัญญา” = หากมีปัญญาพิจารณาได้แล้ว กายกับจิตก็จะแยกกัน สุขภาพกายก็จะไม่มีผลต่อสุขภาพจิต Q3: เด็ก Gen Beta A: ควรฝึกตั้งเด็กคำถาม เพราะคำตอบสามารถหาได้ง่ายจาก AI - คำถามที่ดี = ไปในเรื่องความดี ทางที่เป็นกุศลธรรม Q4: ทุกข์จากโลก Online A: เหตุแห่งทุกข์ ไม่ใช่การรับรู้ข่าวสารจาก Social media แต่เกิดจาก “ความอยาก/ไม่อยาก” ที่จะเป็น/ไม่เป็นเหมือนสิ่งที่เห็นในโลก Online - ต้องกำจัดความอยาก ด้วยการสำรวมระวัง โดยมอง 2 มุม ทั้งมุมกว้างแบบรวม ๆ และมุมแยกเป็นส่วน ๆ อย่าให้บาปอกุศลเกิดขึ้นว่าอยาก/ไม่อยาก - ควรจำกัดเวลาในการดู Social media เพื่อไม่ให้เกิดความเพลิน Q5: ธรรมะสำหรับผู้เกษียณอายุ A: ช่วงเกษียณอายุถือว่ามีโอกาสว่างเกิดขึ้นแล้ว ที่จะทำในสิ่งที่ทำตอนทำงานไม่ได้ ให้ลิสรายการ แล้วทำเลย - ต้องมีสิ่งที่ทำ เพื่อตั้งอิทธิบาท 4 ขึ้น ก็จะมีความมุ่งหมายในการมีชีวิตอยู่ เช่น ทำงานบ้าน ธุรกิจอื่น จิตอาสา ท่องเที่ยว ปฏิบัติธรรม - ยิ่งเวลาชีวิตเหลือน้อย ยิ่งต้องทำความดีให้มาก Q6: สุขแท้จริงอยู่ที่ใจ ไม่ใช่สิ่งของ A: ผู้ครองเรือน ถ้าไม่ทิ้งของเก่าแล้วซื้อของใหม่ สะสมของมากขึ้น ก็จะรก ติดถิ่นที่อยู่ - ทุกเดือน ทุกปี ต้องมีการกำจัดออก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
คำชม-คำด่า สร้างเมตตา [6941-1u]
2026/10/04
- คำพูดไม่ดีเหมือนฝีกลัดหนอง หนองที่ออกมาจากปาก เหม็นด้วย กระทบจิตผู้อื่นด้วย หากเราอยู่ใกล้คนประเภทนี้ เราก็จะโดนอยู่เรื่อย คำด่า-คำชม เป็นสุดโต่งทั้งสองข้าง - ทำให้ผู้ฟังเกิดความพอใจหรือไม่น่าพอใจ เกิดกิเลส (ลุ่มหลง ยินดี พอใจ ขัดเคือง ไม่พอใจ) - หากผู้ฟังเกิดความโกรธจากสิ่งที่ได้รับฟัง ได้ชื่อว่ารับบาป รับโทสะ รับความโกรธตอบ รับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั้นต่อมาทันที - จิตใจที่ประกอบด้วยความโกรธจะมีความหยาบอยู่ในภายใน พระพุทธเจ้าสอนว่า “จิตต้องไม่แปรปรวน ต้องไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป ต้องมีจิตเอ็นดูเกื้อกูลประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อันเป็นจิตใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ แผ่ไปถึงทุกคนโดยปรารภคนที่ด่าว่าเรา” วิธีวางจิตต่อคำพูดคนอื่น ขั้นตอนที่ 1 ทำจิตให้มีเมตตา ไม่โกรธ - อุปมา 5 อย่าง (1) ทำจิตให้เหมือนแผ่นดิน = ไม่ว่าจะพยายามขุดแผ่นดินทั้งหมดให้เป็นทะเลสาบก็ไม่มีทางเป็นไปได้ (2) ทำจิตให้เหมือนอากาศ = ไม่ว่าจะพยายามวาดรูปลงในอากาศอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นไปได้ (3) ทำจิตให้เหมือนน้ำ = ไม่ว่าจะพยายามต้มน้ำในแม่น้ำให้เดือดอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นไปได้ (4) ทำจิตให้เหมือนแผ่นหนังแมวป่าขนฟู = ซึ่งเกิดจากระบวนการทำที่ประณีต ไม่ว่าจะพยายามขึงแล้วตีให้มีเสียงดังกังวาลเหมือนกลองก็ไม่มีทางเป็นไปได้เพราะหนังมีความอ่อนนุ่มไปแล้ว (5) ทำจิตให้เหมือนโจรที่เลื่อยตนเองเหมือนต้นไม้ให้หมดไปด้วยเลื่อยที่มีด้ามจับสองข้าง = ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ - ให้พิจารณาว่าตัวเราประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ เช่นเดียวกันกับอุปมาข้างต้น คำชมคำด่าที่เกิดกับเราเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ แผ่นดิน ผืนน้ำ อากาศ กระบวนการเกิดของร่างกาย ต้นไม้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมีเยอะกว่ามาก - ดังนั้น เรื่องไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ คำหยาบคาย จิตที่มีโทสะ ไม่ถูกเวลา ย่อมไม่เป็นสาระแต่เป็นเรื่องเล็กน้อย - เมื่อสนใจสิ่งหนึ่ง สิ่งอื่นที่ไม่สนใจจะอ่อนกำลังลง เรื่องเล็กก็จะไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ - จิตใจที่กว้างขวาง ไม่เห็นแก่สั้นไม่เห็นแก่ยาว ให้ได้ไม่มีประมาณ คือ “พรหมวิหาร” (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ความโกรธก็จะระงับไปได้ และช่วยเพิ่มความอดทน ทำให้จิตไม่แปรปรวน ขั้นตอนที่ 2 แผ่เมตตา - ด้วยจิตที่เปรียบกับความรักที่แม่มีต่อลูกฉันใด ให้เรามีความรักความปรารถนาดีด้วยจิตที่กว้างขวางกับบุคคลนั้นฉันนั้น เอาบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย - อย่าไปกล่าวเรื่องที่จะต้องทุ่มเถียงกัน เพราะจะทำให้ต้องพูดมาก จิตฟุ้งซ่าน ไม่สำรวม จิตเหินห่างจากสมาธิ มารก็จะได้ช่องตรงนี้ - เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร ต่อให้เขามองเราเป็นศัตรู ก็ให้เรามองเขาเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย มองด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่ - ในชีวิตประจำวัน ก่อนออกจากบ้านให้แผ่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาด้วยจิตแบบนี้ ทุกทิศทุกทาง โดยไม่มีประมาณ จะเป็นทางออกที่ยั่งยืน เป็นทางสายกลาง ไม่สุดโต่งทั้งสองข้าง อยู่ในที่ใดกับใคร ที่แห่งนั้นก็จะมีความผาสุก ความผาสุกนี้จะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ และจะทำให้เกิดปัญญา ไม่คิดเบียดเบียนใคร ได้ประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น - ควรตั้งจิตต่อคำพูดคนอื่น ด้วยจิตที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา รักษาจิตอย่างนี้ให้ได้ตลอดทั้งวันและในเวลาต่อ ๆ ไป ก็จะทำให้เกิดชัยชนะในชีวิตของเราได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
วิธีคลายกังวลจากภัยธรรมชาติ [6940-1u]
2026/09/27
Q1: วิธีรับมือคน Toxic A: คนพาล = คนโง่ที่แยกแยะกุศลกับอกุศลไม่ได้และทำในสิ่งที่เป็นอกุศล เบียดเบียนผู้อื่น วิธีรับมือคน Toxic (1) ต้องแยกแยะส่วนดี - ส่วนไม่ดีของคนนั้น - ถ้าเราเห็นแต่โทษของผู้อื่น เราก็เป็นคน Toxic เช่นกัน - ส่วนที่ไม่ดี ให้เราระมัดระวัง อย่าไปยุ่ง ใช้ความอดทน - แต่ถ้าเป็นคนที่รัก ก็ต้องพยายามทำให้เขากลับมาดีให้ได้ ดังนี้ (ก) ให้เห็นความลำบากของเราที่จะปรับเปลี่ยนเขาเป็นเรื่องเล็กน้อย (ข) แม้เขาจะขัดเคืองใจแต่ถ้าพอจะเปลี่ยนแปลงได้ เราก็ต้องบอกโดยให้เห็นว่าความขัดเคืองที่จะเกิดขึ้นในจิตของเขาเป็นเรื่องเล็กน้อย (ค) แต่ถ้าเขาจะขัดเคืองใจมากและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ให้เราวางอุเบกขาในตอนนั้นแล้วค่อยหาจังหวะบอกกล่าวในภายหลัง (2) ไม่ตอบโต้คน Toxic ด้วยวิธีการเดียวกันกับเขา เช่น ด่าว่า นินทา - อย่าให้อกุศลของเขา คืบคลานมาถึงตัวเรา - เรื่องไม่ดีคนอื่น อย่าเอาไปพูด (3) มีสติ แยะแยะสิ่งดีสิ่งไม่ดี อดทน มีเมตตาและอุเบกขา Q2: เหตุที่มีคู่ดี A: ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา ต้องเสมอกัน - ถ้ามีคู่ไม่ดี ไม่มีดีกว่า Q3: ขอพรให้เจอเนื้อคู่ A: การจะได้สิ่งใด เพียงการอ้อนวอนขอร้องแล้วจะสำเร็จ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง โลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร - ให้เราสร้างเหตุ โดยตั้งเจตนาในการทำความดี ให้ตั้งอยู่ในศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา ให้ดี ก็จะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามา - ให้มีกัลยาณมิตรที่ดี ดีกว่าไม่มี Q4: ทุกข์จากความผิดหวัง A: เหตุของความทุกข์ คือ ความอยาก - ถ้าเราไม่มีความอยาก ก็จะไม่ทุกข์ - ให้มีสติ ทำความดี มีความเพียร มีปัญญา มีความอดทน ก็จะพบความสุขได้ในปัจจุบันทันที - กุศลธรรมนำมาซึ่งสุข อกุศลธรรมนำมาซึ่งทุกข์ ถ้าเราตั้งกุศลธรรมไว้ เราจะมีความสุขทันที Q5: วิธีคลายกังวลจากภัยธรรมชาติ A: คนฉลาดจะเตรียมการให้อยู่รอดไว้เสมอ ไม่ว่าจะเกิดภัยธรรมชาติหรือไม่ก็ตาม - การเตรียมการด้านสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่ละคนมีไม่เท่ากัน ก็จัดการตามกำลังเท่าที่เตรียมการได้ ถ้าเตรียมการไว้มาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะน้อย - ส่วนการเตรียมการด้านจิตใจ ทุกคนสามารถทำได้เช่นเดียวกัน การจะรอดจากนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย ได้ ต้องตั้งอยู่ในกุศลธรรม รักษาศีล 5 ไม่ประมาท มีความอดทน เมตตา อุเบกขา ชาตินี้จะอยู่เป็นสุขและชาติหน้าก็จะไปดี เช่น สวรรค์ - หากเรารักษาจิตใจไว้ดี ก็จะคลายกังวลได้แน่นอน Q6: เจ้าอาวาสปาราชิก A: การที่สังคมเห็นว่าการกระทำของเจ้าอาวาสไม่ดี ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สังคมยังแยกแยะถูกผิดได้ - ซากศพอยู่ร่วมกับทะเลไม่ได้ จะถูกซัดขึ้นฝั่งเสมอ - ไม่ควรตั้งศรัทธาไว้ที่ตัวบุคคล แต่ควรตั้งศรัทธาไว้ที่ระบบ คือ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (ไม่ใช่ตัวพระพุทธเจ้า) การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้จะมีข่าวไม่ดีในตัวพระสงฆ์ ก็จะไม่ทำให้ศรัทธาเศร้าหมอง แต่จะทำให้ศรัทธายิ่งมีกำลังขึ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
คุณค่าของชีวิต [6939-1u]
2026/09/20
เหตุปัจจัยแห่งความตาย   - เหตุปัจจัยแห่งการตายมีมาก เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เกิดไม่ยาก และเกิดขึ้นกับทุกคนแน่นอน    - เมื่อรัก/พอใจในสิ่งใดมาก หากไม่ได้สิ่งนั้นมา “จะตาย” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตาย แต่อยู่ที่ “ความอยาก (ตัณหา)”   - เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน (ความยึดถือ)    เพราะมีอุปาทาน จึงมีภพ (สภาวะ)     เพราะมีภพ จึงมีความเกิด    เพราะมีความเกิด จึงมีความตาย ความตายไม่ใช่เครื่องมือพ้นทุกข์ - ความตายไม่ใช่ตัวแก้ปัญหา เพราะปัญหาอยู่ที่ความอยาก  - ถ้ายังมีตัณหาหรืออวิชชาอยู่ ก็เป็นเหตุให้ไปเกิดใหม่ ต้องเจอปัญหา เจอสิ่งที่เป็นทุกข์อีก และต้องตายอีก  - ความตายเป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่เครื่องมือให้พ้นจากความทุกข์  - ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ = ให้รู้ว่าเหตุปัจจัยของความตายคือการเกิด การเกิดมาจากภพ ภพมาจากอุปาทาน อุปาทานมาจากตัณหา ถ้ามีตัณหามากมีอุปาทานมาก ความทุกข์ก็จะมาก - การฆ่าตัวตายเป็นบาป (ยกเว้นบางกรณีในสมัยพุทธกาล) การฆ่าตัวตายด้วยทิฏฐิที่ไม่ถูกต้องอาจต้องไปเกิดในนรก ซึ่งเป็นภพที่มีความทุกข์มาก ความสุขน้อย ผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีบุญ  - ภพของมนุษย์มีทั้งสุขทั้งทุกข์ปนกันไป ไม่ใช่มีแต่ทุกข์เพียงอย่างเดียว ต้องมีสุขบ้างอย่างแน่นอน อยู่ที่เราจะมองเห็นหรือไม่  - การเห็นความจริงเพียงครึ่งเดียวว่าชีวิตมีแต่ความทุกข์เท่านั้น แล้วรับความจริงไม่ได้ จิตใจก็จะตกต่ำลง แต่หากจิตมีกำลังพอ จะมองเห็นอีกด้านหนึ่งของสุขและทุกข์ การคิดวนแต่เพียงด้านเดียวจะมองไม่เห็น ต้องเงยหน้าขึ้นมามองไปรอบ ๆ ถึงคนที่ยังมีความรักในเราอยู่ เช่น คนในครอบครัว ให้ตั้งสติไว้ ก็จะค่อย ๆ เห็น ทางออกของปัญหาในโลกนี้  - ปัญหาในโลกนี้มีทางออกหลายทาง ซึ่งความตายไม่ใช่ทางออกของปัญหา  - “หากลำพังเพียงการตายแล้วจะทำให้ปัญหาจบลงตรงนั้น โลกนี้จะไม่มีปัญหาอะไร” แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ปัญหาในโลกนี้ยังคงมีอยู่ - ตัณหา (ความอยาก) คือ ต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ จึงต้องกำจัดตัณหา  - จิตใจเราต้องมีเมตตา ให้อภัย ทั้งต่อตัวเราและผู้อื่น จิตใจจะเริ่มเบาขึ้นเรื่อย ๆ จะเห็นตามความเป็นจริงของชีวิตว่า สุขก็มี ทุกข์ก็มี ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องดี ๆ ในชีวิต ยังมีอยู่ - หากไม่เหลือใครในชีวิต ก็ยังมีพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ยังมีคำสอนของท่านอยู่ การมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า - การมีชีวิตอยู่ด้วยความดี เมตตากรุณา ให้อภัย เห็นตามความเป็นจริงว่า สุขก็มีทุกข์ก็มี วินาทีนั้นการมีชีวิตอยู่ของเราก็จะมีคุณค่า มีความหมาย  - ชีวิตมีค่า เมื่อใส่ปัญญา ความดี ความเมตตากรุณา ความอดทน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเห็นตามความเป็นจริงในสุขทุกข์ ลงไปในชีวิตได้  - การที่เราใส่สิ่งใดลงไปในชีวิต ชีวิตเราก็จะมีค่ามีราคาตามสิ่งนั้นขึ้นมา ชีวิตเรา เราเลือกได้ การเลือกได้นั้นคือการตั้งสติ ระลึกให้ได้ มองให้เห็น ทำความเข้าใจชีวิต ชีวิตในโลกนี้ยังมีโอกาสอยู่เสมอ - เหตุการณ์ในชีวิตต่าง ๆ เป็นเครื่องเตือนสติให้เห็นว่าชีวิตมี 2 ด้าน ทั้งสุขและทุกข์ แล้วดำรงชีวิตให้มีคุณค่า ด้วยปัญญา ความดี เมตตากรุณา ให้อภัย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นตามความเป็นจริง เข้าใจชีวิต ให้ทำในขณะที่มีชีวิตอยู่ ชีวิตจะมีคุณค่าด้วยสิ่งเหล่านี้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"สลิ้งแตก" กับ "การระงับโทสะ" [6938-1u]
2026/09/13
Q1: “สลิ้งแตก” กับ “การระงับโทสะ” A: เมื่อถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะด้วยคำจริงหรือคำเท็จ ไม่ว่าคำนั้นจะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะในเวลาที่สมควรหรือไม่สมควร ไม่ว่าจะด้วยวาจาสุภาพหรือคำหยาบ ไม่ว่าบุคคลที่กล่าวหาจะมีจิตเมตตาหรือไม่ ก็ตาม  - เราไม่ควรโกรธหรือมีจิตใจหวั่นไหวไปตามคำกล่าวหานั้น  - ต้องมี “ความอดทน” ดั่งช้างอาชาไนยเมื่ออยู่ในสนามรบต้องนิ่งเพื่อไม่ให้คนขี่ตกลงมา และต้อง “ละความโกรธ” เพื่อไม่ให้เก็บกด - ถ้าคำกล่าวหานั้นไม่เป็นธรรม ก็ไม่ต้องกังวลใจ - ถ้าคำกล่าวหานั้นเป็นธรรม ก็เปลี่ยนแปลงตามคำกล่าวหานั้น เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น Q2: แชร์เรื่องไม่ดีของคนอื่น A: เมื่อต้องพูดถึงคนอื่น  (1) เรื่องไม่ดี ถ้าไม่มีคนถาม ก็ไม่ต้องพูด  (2) เรื่องไม่ดี ถ้ามีคนถามแบบเจาะจง ก็ให้พูดนิดเดียว  (3) เรื่องดี ให้พูดเลยโดยไม่ต้องมีคนถาม (4) เรื่องดี ถ้าถูกถามจี้ ก็ให้อธิบายโดยรายละเอียด Q3: ธรรมชาติแปรปรวน  A: ธรรมชาติ ก็เป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงได้เพราะมีเหตุปัจจัย - ทางรอดจากภัยธรรมชาติ คือ ให้ตั้งจิตอยู่ในกุศลธรรม จิตจะไปสวรรค์หรือนิพพานได้  Q4: AI ทำแทนมนุษย์ A: มนุษย์เหนือกว่า AI ในเรื่องการมีความรู้สึก มีเมตตา เห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ Q5: โรคซึมเศร้า A: การตริตรึกเรื่องใดมาก จิตจะน้อมไปในอาการอย่างนั้น จิตน้อมไปทางไหน จิตนั้นจะมีพลัง - เมื่ออารมณ์ผิดเพี้ยนอยู่บ่อย ๆ จะทำให้ชีวเคมีในร่างกายไม่ปกติ จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า - จึงต้องมีสติ ไม่ให้คิดไปทางลบ  - ให้จด 25 วิธี ที่จะทำให้เรามีความสุข ความสบายใจ ได้ทันที เพื่อออกจากความคิดลบนั้น ไว้ล่วงหน้า Q6: ทุจริตคอร์รัปชัน A: เกิดจากกิเลสในใจของคน - ต้องกำจัดกิเลส ด้วยมรรค 8  - สนับสนุนความซื่อสัตย์สุจริต อย่าให้ค่านิยมกับวัตถุสิ่งของจนเกินไป Q7: อารมณ์ชั่ววูบ A: ต้องมีสติ ไม่ให้จิตเพลินไปตามอารมณ์ ก็จะช่วยยับยั้งความคิดที่ไปในทางอกุศลได้ ให้มีแต่ความคิดที่เป็นกุศล - อาจทำตาม 25 วิธีที่จะทำให้เรามีความสุขได้ทันที ที่จดไว้ล่วงหน้า - ให้สร้างสิ่งแวดล้อมรอบตัว ด้วยคนที่เป็นบัณฑิต ถ้าเราไม่ดึงเขามาในทางที่ดี เขาก็จะดึงเราไปในทางไม่ดี Q8: การจากไปอย่างกะทันหัน A: จะเกิดได้ทั้งความเศร้าและปัญญา (1) หากเห็นข่าวคนเสียชีวิต ที่เราไม่รู้จัก = ให้เตือนสติตัวเองว่าเราก็ต้องเป็นแบบนั้นเช่นกัน ล่วงพ้นไปไม่ได้ ให้ตั้งตนไว้ในความดี (2) หากพบเห็นคนเสียชีวิตต่อหน้า ที่เราไม่รู้จัก = ต้องคิดว่าความตายอยู่ไม่ไกล ต้องทำความดีไว้เสมอ  (3) คนที่เรารู้จักเสียชีวิต = ต้องคิดว่าต้องเร่งทำความดี (4) ตัวเราเจ็บป่วยใกล้เสียชีวิต = ต้องคิดว่าจิตของเราจะตั้งอยู่ในกุศลธรรมได้หรือไม่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
โสด ชีวิตคู่ อยู่เป็นสุข [6937-1u]
2026/09/06
โสด VS แต่งงาน - ถ้ายังไม่แต่งงาน = ให้อยู่เป็นโสด  - ถ้าจะแต่งงาน = อย่าเลือกคู่ครองจากสิ่งภายนอก เช่น รูปร่างหน้าตา เพราะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ให้เลือกที่คุณธรรมภายใน ได้แก่ ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา - ถ้าแต่งงานแล้ว = ก็อย่าคิดเลิก ถ้าไม่เวิร์คก็ต้องอดทน ปรับตัวให้อยู่ด้วยกันต่อไปให้ได้ - ตั้งแต่วันแต่งงาน ชีวิตไม่ได้เป็นของเราโดยสิ้นเชิงอีกต่อไป แต่เป็นของกันและกัน ต้องเกี่ยวเนื่องกับครอบครัวของอีกฝ่ายหรือลูก จึงต้องช่วยกันรักษา ถ้าฝ่ายหนึ่งรักษาแต่อีกฝ่ายไม่รักษา ก็จะเกิดความบกพร่องในด้านที่ไม่รักษานั้น แต่ถ้าเรารักษาให้ดี ความดีก็จะเกิดขึ้นแก่เรา - การอยู่ครองเรือน อย่าอยู่ด้วยความรักแบบชู้สาว ด้วยความพอใจหรือไม่พอใจ แต่ให้อยู่ด้วยคุณธรรม คือ ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา อยู่ด้วยหน้าที่ของความเป็นสามีภรรยา อยู่ด้วยกิจที่ควรทำ อยู่ด้วยความเมตตา การครองเรือนของเราก็จะไปได้  หน้าที่ของสามีและภรรยาที่มีต่อกัน  - สามีภรรยา เป็นทิศเบื้องหลังในเรื่องทิศ 6 หากรักษาทิศนี้ไม่ดี ทิศนี้ก็จะเป็นภัย - หน้าที่ของสามีต่อภรรยา = ยกย่อง ไม่ดูหมิ่น ไม่ประพฤตินอกใจ มอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่ให้ และให้เครื่องประดับ - หน้าที่ของภรรยาต่อสามี = จัดแจงการงานอย่างดี สงเคราะห์คนข้างเคียงดี ไม่ประพฤตินอกใจ ตามรักษาทรัพย์ที่มีอยู่ ขยันขันแข็งในหน้าที่การงานทั้งปวง ภรรยา 7 จำพวก ไม่ดี = 1. เสมอด้วยเพชฌฆาต 2.เสมอด้วยโจร 3. เสมอด้วยนาย  ดี = 4. เสมอด้วยมารดา 5. เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว 6.เสมอด้วยเพื่อน 7.เสมอด้วยทาสี 10 วิธีอยู่ร่วมกับพ่อแม่สามีอย่างเป็นสุข 1.ไฟในอย่านำออก 2. ไฟนอกอย่านำเข้า 3. พึงให้กับคนที่ให้เท่านั้น 4.ไม่พึงให้กับคนที่ไม่ให้ 5.พึงให้กับคนที่ทั้งให้และไม่ให้ 6.นั่งให้เป็นสุข 7.บริโภคให้เป็นสุข 8.พึงนอนให้เป็นสุข 9.บำเรอไฟ 10.นอบน้อมเทวดาภายใน เมื่อเจอเรื่องไม่น่าพอใจ - ให้อดทน โดยทำจิตให้เหมือนแผ่นดิน ที่ใครจะมีคนมาขุดให้ไม่เป็นแผ่นดินย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำจิตให้เหมือนแม่น้ำ ที่ใครจะมาจุดไฟเผาให้แม่น้ำเดือดย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำจิตให้เหมือนอากาศ ที่ใครจะมาเขียนรูปให้ปรากฏบนอากาศย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำจิตให้เหมือนแผ่นหนังแมวป่าขนฟู ที่ใครจะเอาไม้มาทุบตีให้มีเสียงย่อมเป็นไปไม่ได้ - ให้เอาชนะความเท็จด้วยคำสัตย์ เอาชนะความไม่เข้าใจด้วยความเข้าใจ เอาชนะความเกลียดด้วยความรัก เอาชนะคำโกหกด้วยความจริง เมื่อคิดจะเลิกกัน - ให้อีกฝ่ายเป็นคนขอเลิก ส่วนเราให้ประคับประคองชีวิตคู่ให้ไปต่อด้วยกันได้และให้เราตั้งอยู่ในการรักษาศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา เมตตา กรุณา ไว้ให้ดี ถ้าอีกฝ่ายมีบุญสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองมารักษาศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา ให้เสมอกับเราได้ ก็จะอยู่ด้วยกันต่อไปได้ แต่ถ้าเขาไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เขาก็จะแยกจากเราไปเอง เช่น เรารักษาศีล แต่อีกฝ่ายไม่รักษาศีล เขาจะไม่พอใจเรา มีแนวโน้มที่เขาจะไปหาคนอื่นที่ไม่รักษาศีลเหมือนกัน  โดยสรุป:  การอยู่เป็นโสดประพฤติพรหมจรรย์นั้นดีกว่า แต่ค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน นิยมการมีคู่ครอง เมื่อเลือกที่จะมีคู่ครองแล้ว ก็รักษาให้ดีด้วยวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ก็จะประคับประคองชีวิตคู่นั้นให้มีความราบรื่น มีกำลัง มีความมั่งคั่ง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ถวายที่ดินให้วัด [6936-1u]
2026/08/30
Q1: ถวายที่ดินให้วัด A: ในบรรดาทานทั้งหลาย การถวายเสนาสนะ (สถานที่) ให้ผลมากที่สุด แม้เมื่อตายไปแล้ว ถ้ายังมีผู้ใช้ประโยชน์จากที่ดินหรืออาคารนั้นอยู่ ก็ยังได้บุญต่อไป - การให้ เป็นไปเพื่อกำจัดความตระหนี่ - เจตนาของผู้ให้ เมื่อได้ถวายแล้ว ได้บุญเต็มแล้ว ถ้าลูกหลานอนุโมทนา ก็ได้บุญส่วนนี้ต่อไป - กฎหมายไทย คุ้มครองการถวายที่ดินให้สงฆ์ ให้อยู่ต่อเนื่องไปเป็นของหมู่สงฆ์  - ควรจัดการเรื่องเอกสารการยกที่ดินให้วัดให้เรียบร้อยก่อนเสียชีวิต จะได้ไม่มีข้อพิพาทกับทายาทในภายหลัง Q2: ทำบุญหวังผล A: การทำบุญต้องหวังผล โดยผลที่หวังต้องประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป คือ เพื่อกำจัดความตระหนี่ ไปสวรรค์ ไปนิพพาน  - เมื่อนึกถึงบุญที่เคยทำไว้ ก็ได้บุญอีก Q3: อานิสงส์ของบุญจากการให้ A: อานิสงส์มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ 2 ส่วน 1. ผู้ให้ = มีศรัทธาน้อยหรือมาก (ก่อน ระหว่าง และหลังให้) ของที่จะให้ได้มาโดยถูกต้องบริสุทธิ์น้อยหรือมาก 2. ผู้รับ = มีราคะ โทสะ โมหะ น้อยหรือมาก - ศรัทธา จะปรากฏออกมาในรูปเสียงในหัว ความคิดริตรึกก็จะน้อมจิตไปในทางนั้น ถ้าขณะนั้นศรัทธาต่อบุคคลใดมาก ก็ให้ของกับบุคคลนั้น เพราะผู้ให้มีศรัทธามากในขณะนั้น - เสียงของมารในความคิด อาจออกมาขัดขวาง ก็ต้องระวัง Q4: การแต่งรูป เป็นมุสาวาทหรือไม่ A: มุสาวาท = จงใจทำให้ผิดต่อโลก (รูป เสียง กลิ่น รส ธัมมารมณ์) - การแต่งหน้าให้ดูดีขึ้น เป็นเรื่องของกาม ถ้าไม่ได้ถือศีล 8 ก็ทำได้ - การแต่งรูปก็เหมือนการแต่งหน้า - แต่ถ้าแต่งรูปแบบตัดต่อให้เป็นคนละอย่าง อันนี้ผิด ถือเป็นมุสาวาท Q5: ชีวิตถูกชะตากรรมกำหนดแล้ว A: ชีวิตถูกชะตากรรมกำหนดไว้แล้วโดยส่วนเดียว = เป็นความคิดไม่ถูกต้อง ทำให้จิตมีแนวโน้มในการไม่ทำอะไร ไม่สร้างความดี - เรื่องชะตากรรมถูกกำหนดหรือพรหมลิขิต มีส่วนอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่โดยส่วนเดียวทั้งหมด เพราะมีส่วนที่ชีวิตเรากำหนดได้ด้วยการกระทำของเรา - ความคิดที่ถูกต้อง คือ กรรมคือการกระทำ กระทำกรรมใดไว้ก็จะได้รับผลแห่งการกระทำนั้น เรามีกรรมเป็นที่พึ่ง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แนวโน้มจิตจะไปในทางที่ให้เกิดความขยันในการสร้างกรรมดีขึ้นมา เพื่อให้ได้รับผลที่ดี Q6: ทำความดีเห็นผลช้า A: การทำดี จะให้ผลในเวลาที่เหมาะสม ต้องอาศัยความอดทน ความเมตตา อุเบกขา ทำความดีนั้นไปเรื่อย ๆ  Q7: เวลาและรูปแบบการตาย เกิดจากเวรกรรมหรือไม่ A: มีทั้ง 2 กรณี 1. เกิดจากเวรกรรม เช่น พระพุทธเจ้า กรรมจากการทำทุกรกิริยา พระมหาโมคคัลลานะ โดนรุมทำร้าย 2. ไม่ได้เกิดจากเวรกรรม เช่น พระสารีบุตร เกิดจากโรคภัยที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น - กรรมที่เกิดขึ้นแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ แต่สร้างกรรมใหม่ที่เป็นกรรมดีในปัจจุบันได้ Q8: ความตายทำให้หลุดพ้น A: ให้มองความตายด้วยปัญญา ความตายเกิดขึ้นดับไป สุขทุกข์เกิดขึ้นดับไป ก็จะไม่กลัวตาย ไม่กลัวสุข ไม่กลัวทุกข์ จิตก็จะอยู่เหนือกว่าได้ ไปพรหมโลกหรือนิพพานได้   Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Mindset ที่ทำให้ชีวิตมีความสุข [6935-1u]
2026/08/23
ช่วงไต่ตามทาง: ความทุกข์ต่อเนื่อง ผู้ฟังท่านนี้ ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ประสบความทุกข์มาก ทั้งเรื่องเงินทอง คนในครอบครัวเสียชีวิตหลายคน โควิด หน้าที่การงาน สุขภาพร่างกาย เจอบททดสอบหลายอย่าง เครียดมาก บางครั้งไม่รู้จะทำอะไรก่อนดี ถ้าไม่มีธรรมะ ก็อาจเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่ผู้ฟังท่านนี้ มีสติคอยดึงไว้ ไม่ทำผิดศีลหรือเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ปรุงแต่งให้จิตใจหดหู่ลง นึกถึงธรรมะความไม่เที่ยง มีสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาไว้ รักษาจิตให้มีความสงบ หาความสุขในปัจจุบัน เร่งทำความดี ฟังธรรม มีกัลยาณมิตร เดินตามทางมรรค  ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: Mindset ที่ทำให้ชีวิตมีความสุข กฎเกณฑ์ที่เราตั้งในชีวิต ทำให้เราทุกข์โดยไม่จำเป็น ก็ควรจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใหม่  กฎเกณฑ์ความสุขของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน เจอผัสสะมาไม่เหมือนกัน มีความเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา สิ่งมีชีวิตทุกอย่าง “รักสุข เกลียดทุกข์” ถูกผลักดันด้วยเวทนา หากเราตั้งกฎเกณฑ์ว่าทุกอย่างจะต้องราบรื่น ไม่มีปัญหาอะไร เราถึงจะมีความสุขนั้น รอไปเถอะ เราจะทุกข์โดยไม่จำเป็น ทิฏฐิ (Mindset) เกิดจากผัสสะ หล่อหลอมตกตะกอนจนทำให้เป็นกฎเกณฑ์ในชีวิต ในโลกปัจจุบันมีทิฏฐิว่า “ต้องมีเงิน ถึงจะมีความสุข” ทำให้เกิดความเพียรในการหาเงิน ความเพียรเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าความเพียรนั้นทำให้ผิดศีล อย่างนี้ไม่ดี   พระพุทธเจ้ามีกฎเกณฑ์ที่ทำให้ทุกข์ลดลง มีสุขเพิ่มขึ้น คือ มรรค 8 ถ้าเราเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขในชีวิตให้น้อยลงหรือให้เป็นไปตามเงื่อนไขความจริงของอริยสัจ คือ ทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุ ตามปัจจัย มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ถือว่าเป็นผู้ที่มาตามกระแสแห่งการพ้นทุกข์แล้ว เราจะมีความทุกข์ลดลงมาก ความสุขชนิดที่เหนือกว่าสุขเวทนาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ปัญหาในชีวิตประจำวันจะลดลงมาก  ให้มี “สติ” พิจารณาว่าเราทุกข์เรื่องอะไร แล้วให้เราเอากฎเกณฑ์ของเรานั้นมาตั้งขึ้น แล้วท้าทายมันด้วยความจริง (อริยสัจ) ว่าจริงๆ มันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ กฎเกณฑ์ที่ไม่เข้าท่าของเรานั้นก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ ต้องมีสติตั้งอยู่ในความจริง (อริยสัจ) เป็น “สัมมาทิฎฐิ” ซึ่งเป็นตัวกำจัด “มิจฉาทิฏฐิ” ได้  ให้ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ถ้าเรามีกฎเกณฑ์ความสุขในชีวิตมากเท่าไร เป็นไปตามกระแสของโลกมากเท่าไร ความทุกข์ของเราก็จะมากตามกระแสของโลกนั้น คือมีตัณหามาก ความทุกข์ก็มาก แต่ถ้าเรามีกฎเกณฑ์ความสุขในชีวิตน้อย คือ ไม่ต้องตามกระแสของตัณหา ความทุกข์ก็น้อย แต่ความสุขจะมีมาก ความสุขเกิดจากภายใน ไม่ใช่จากปัจจัยภายนอก เรามีความสุขได้ทันที ด้วยการตั้งจิตของเราใหม่ ให้มาตามทางมรรค 8 Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ความตาย VS การหลุดพ้น [6934-1u]
2026/08/16
Q1: เหตุการณ์นักเรียนกราดยิง A: มีมุมมอง 2 กรณี (1) ต่อบุคคลในเหตุการณ์ = ต้องมีพรหมวิหาร 4 เวลาเห็นใครมีทุกข์ ต้องเห็นอกเห็นใจเขา นั่นคือ “กรุณา” จะระงับความคิดเบียดเบียดได้ ต้องมี “เมตตา” จะระงับความคิดอาฆาตได้ และต้องมี “อุเบกขา” จะระงับความเศร้าใจได้ (2) ต่อสังคม = อย่าเหมารวมว่าเป็นเพราะเด็ก Gen Z แต่ให้แยกแยะว่าเป็นเพราะกระแสของกิเลสตัณหาทำให้ทำเรื่องผิดศีล ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะช่วยทวนกระแสของกิเลสตัณหาได้ เช่น การสำรวมอินทรีย์  Q2: พูดอวยฝ่ายหนึ่งแต่กระทบอีกฝ่ายหนึ่ง A: ให้ยกย่องหรือติเตียนคนที่ควรและในเวลาที่ควร - คนพาล เป็นคนไม่ฉลาด มีการเพ่งโทษเป็นกำลัง  - บัณฑิต เป็นคนฉลาดในการรู้สิ่งใดดีหรือไม่ดี มีการชี้โทษบอกทั้งข้อดีและข้อเสียของบุคคลนั้น ทำให้เกิดการพัฒนาได้ - ในเวลาที่ควร = ถ้าจะติเตียนเพื่อให้เกิดการพัฒนา ให้พูดกับบุคคลนั้นต่อหน้าเพียงคนเดียว  ถ้าจะชม ให้ดูสถานการณ์ว่าจะชมต่อหน้าหรือลับหลัง เป็นการส่วนตัวหรือต่อหน้าคนหมู่มาก Q3: เชิญเฉพาะญาติไปงานมงคล งานอวมงคล A: เกิด แก่ เจ็บ ตาย บวช เป็นเทวทูต การจัดงานเหล่านี้เพื่อให้บุคคลร่วมกันอนุโมทนา ให้บุคคลได้ระลึกได้ว่าเห็นเทวทูตแล้วอยากสร้างบุญหรือทำความดี  - ขึ้นอยู่กับเจ้าภาพว่าจะเชิญใครบ้าง อาจแจ้งให้ทราบว่าไม่อยากรบกวนบุคคลอื่น ขอให้ร่วมอนุโมทนาทางออนไลน์ก็ได้ Q4: ความตาย VS การหลุดพ้น A: ผู้ที่ไม่กลัวความตาย เพราะนึกถึงความดีของตนได้ - ถ้าเห็นได้ว่าชีวิตนี้คือกองทุกข์ ความตายทำให้หลุดพ้นจากกองทุกข์นี้ เป็นปัญญา ไปดี - ถ้ายังยึดถือในครอบครัวหรือทรัพย์สิน ยังไม่เห็นว่านั่นคือกองทุกข์ ยังไม่มีปัญญา ไปไม่ดี - มรณสติ = ความตายเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้ายังมีบาปอกุศลใด ให้รีบละ ถ้ามีความดีใด ให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมนั้นและรักษาไว้ให้ดี Q5: ฆ่าตัวตาย VS ตายโดยธรรมชาติ A: “การตาย” (มรณะ) ไม่เหมือนกับ “การดับทุกข์” (นิโรธ)  - คนเราสามารถดับทุกข์ได้แม้ว่ายังไม่ตาย และการตายไม่ได้หมายความว่าจะดับทุกข์ได้ - เมื่อตายไปแล้ว หากยังมีเหตุแห่งการเกิด ก็ต้องมาเกิดอีก และเมื่อเกิดแล้ว ก็ต้องเจอความทุกข์อีกและต้องตายอีก ไม่มีจบ  - ความตายจึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา - สำคัญคือ ก่อนตาย สามารถดับทุกข์หรือพ้นทุกข์ได้แล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีการและหนทางมีอยู่แล้ว คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ - ต้องดึงคนที่คิดจะฆ่าตัวตายไปทำอย่างอื่น เพื่อให้ความคิดนั้นอ่อนกำลังลง - ถ้าทุกข์กาย อย่าให้จิตมีความทุกข์ไปตามกายที่มีความทุกข์นั้น ต้องแยกกายกับจิตให้ได้ โดยการฝึกจิตตามแนวศีล สมาธิ ปัญญา Q6: นิยามของบุญ A: บุญ = ความสุข เกิดได้ทั้งจากการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ ประชาสัมพันธ์งานวันบูรพาจารย์  - จัดขึ้นในวันที่ 30 ส.ค.69  - รายละเอียดเพิ่มเติม www.panya.org Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เปลี่ยนความเครียด ให้เป็นประโยชน์ [6933-1u]
2026/08/09
ช่วงไต่ตามทาง: เห็นทุกข์ เห็นธรรม - เมื่อเจอเหตุการณ์เสี่ยงตาย เช่น โรคภัยไข้เจ็บ จึงกลับมาใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เช่น เลิกสูบบุหรี่ ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ  - จิตใจต้องมีอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ที่มีความแก่กล้า - ถ้ามีอินทรีย์ 5 แก่กล้ามาก ก็จะบรรลุธรรมได้เร็ว - การบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้า ต้องฝึกบ่อย ๆ - เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม เพราะทุกข์เป็นฐานที่ตั้งของศรัทธา ซึ่งเป็นที่ตั้งแรกของอินทรีย์ 5 และจะเข้าใจทุกข์ได้ ต้องมีปัญญา  - ทุกข์ จึงเป็นตัวเชื่อมวงจรของอินทรีย์ 5 คือ ศรัทธาถึงปัญญา  - ถ้ามองทุกข์ให้ดี จะทำให้เกิดการพัฒนาอินทรีย์ 5 ได้ ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “เปลี่ยนความเครียด ให้เป็นประโยชน์” (1) รู้ตัวก่อนว่าเครียด = สังเกตตัวเอง เช่น ไปหาความสุขอย่างอื่นมาแทน เกิดความคิดฟุ้งซ่าน มีอารมณ์โกรธ ร่างกายเกร็งหรือผิดปกติ (2) มีความเครียดแต่พอดี = มีความเพียรที่ไม่ยิ่งไม่หย่อนที่พอเสมอกัน  (3) บูรณาการข้อ (1) และ (2)     (3.1) อยู่กับปัจจุบัน = ต้องมีสติ สังเกตความคิดและอารมณ์ ไม่เพลินไปในอดีตหรืออนาคต โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือให้เกิดสติ เมื่อมีสติมาก ๆ ก็จะพัฒนาเป็นสมาธิ    (3.2) ปรับสมดุลในจิต = สมาธิเป็นตัวปรับสมดุลในจิตใจได้ โดยใช้ปัญญาและศรัทธา พิจารณาทุกข์ที่เกิดขึ้น เห็นด้วยปัญญาว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เที่ยง เป็นธรรมดา เมื่อเข้าใจแล้วก็จะเกิดศรัทธา วงจรของการพัฒนาอินทรีย์ 5 ก็จะเกิดขึ้น วนไป ๆ ทำให้อินทรีย์ 5 แก่กล้าขึ้นเรื่อย ๆ  โดยสรุป: - อินทรีย์ 5 เป็นตัวบูรณาการให้เกิดการคลายเครียด เอาความเครียดมาใช้ให้เกิดการพัฒนาชีวิต ให้เห็นทุกข์ด้วยปัญญา พัฒนาอินทรีย์ให้มีความแก่กล้า ก็จะคลายเครียดไปในตัว เป็นการอยู่กับความเครียดแล้วได้ประโยชน์ ทั้งกับตนเองและผู้อื่น เป็นประโยชน์ทั้งในเวลาปัจจุบันและเวลาต่อ ๆ ไป เป็นประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งเป็นทักษะที่ฝึกได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เร่งความเพียร ช่วงเข้าพรรษา [6932-1u]
2026/08/02
Q1: การจำพรรษาในช่วงเข้าพรรษา A: การจำพรรษา = ในช่วงฤดูฝน 3 เดือน พระสงฆ์ต้องอยู่เป็นที่ ในบริเวณที่กำหนดเอาไว้ เช่น กำแพงวัด  - เดินทางออกนอกบริเวณได้ แต่ต้องกลับมาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันรุ่งขึ้น เว้นแต่ธุระจำเป็น สามารถไปได้ไม่เกิน 7 วัน - ถ้าไม่แสวงหาที่จำพรรษาในช่วงเข้าพรรษา เป็นอาบัติ - ถ้าเข้า 6 กรณีนี้ เปลี่ยนที่จำพรรษาได้ แม้พรรษาขาดแต่ไม่เป็นอาบัติ ได้แก่ ถูกสัตว์ร้าย/โจรเบียดเบียน เสนาสนะถูกไฟไหม้/น้ำท่วม เกิดทุพภิกขภัย ขัดสนด้วยอาหาร มีหญิงเกลี่ยกล่อมให้สึก อาวาสนั้นสงฆ์จะแตกกัน  - สถานที่ห้ามจำพรรษา เช่น ในตุ่ม โพรงไม้ กลางแจ้ง กลด บนกิ่งไม้ ไม่มีเสนาสนะ  - สถานที่จำพรรษาได้ เช่น ในเรือ กองเกวียน คอกสัตว์ - อานิสงส์ของการจำพรรษา เช่น สามารถเที่ยวจาริกไปได้โดยไม่ต้องบอกลา รับกฐินได้ - ระหว่างจำพรรษา พระสงฆ์จะมีการทำความเพียรเพิ่มขึ้นมา เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ เพิ่มขึ้น - ในช่วงเข้าพรรษานี้ ให้ท่านผู้ฟังมีข้อปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อเร่งทำความเพียร เช่น งดเหล้า ฝึกสวดมนต์ นั่งสมาธิ พัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งมากขึ้น Q2: พระสงฆ์อยู่กุฏิเดียวกัน A: อยู่ในกุฏิเดียวกัน 2-3 รูปได้  - แต่ต้องระวังเรื่องการรักษาผ้าครอง (ผ้าสำรับ 3 ผืน ที่ได้มาในวันบวช ได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ) ต้องรักษาเอาไว้ในช่วงที่จะได้อรุณ (ตี4 ถึง 6 โมงเช้า) ผ้า 3 ผืนนั้นต้องอยู่ใกล้ตัวที่มือเอื้อมถึง Q3: สวดมนต์เพื่ออะไร A: การสวดมนต์ คือ การสาธยาย (สัชฌายะ) ท่องให้เหมือนต้นฉบับ นำคำของพระพุทธเจ้าที่เคยตรัสไว้มาพูดซ้ำ (Recitation) ไม่ใช่การอ้อนวอนขอร้อง (Pray) - การสวดมนต์ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน  - ถ้าเข้าใจความหมาย แล้วตรึกตรองพิจารณาและปฏิบัติตาม จะเกิดผลให้จิตใจสงบ ปล่อยวางได้ ได้ลิ้มรสของธรรมะด้วยตนเอง Q4: คนรุ่นใหม่ไม่นับถือศาสนา A: “ศาสนา” ในทางพระพุทธศาสนา = “คำสอน” ให้เอาเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ให้ยึดเป็นของตน (อุปาทาน)  - ในชาตินี้ หากทำความดีตามศีล 5 ได้ ไปดีแน่นอน ตัวเราหรือคนอื่นติเตียนไม่ได้ เกิดความสบายใจ  - แต่ถ้าไม่รักษาศีล 5 จะมีโทษ ตนเบียดเบียนตน คนอื่นติเตียน ถูกลงโทษ ตายแล้วตกนรก ชาติหน้าไปไม่ดี Q5: วิธีออกกำลังกายของพระ A: ตามพระวินัย การเดินเป็นการออกกำลังกาย  - ถ้ามีญาติโยมปวารณาเครื่องออกกำลังกายให้พระสงฆ์ ก็ไม่ผิด  - ออกกำลังกายเพื่อคลายเวทนาของร่างกาย ไม่ให้ร่างกายเจ็บไข้ ป้องกันโรคภัย อันนี้ทำได้ และต้องมีสติสัมปชัญญะ ไม่ให้เพลิดเพลินลุ่มหลงไปกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ - แต่ถ้าออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสวยงาม อันนี้ไม่ถูก  Q6: ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล A: การเล่นพนัน เป็นอบายมุข แม้ไม่ผิดศีล แต่เป็นที่ตั้งของความประมาท เช่น ทำให้เป็นหนี้สิน ตามมาด้วยการโกหก ขโมยของ อกุศลธรรมหลายอย่างจะตามมา - การเล่นหวย เป็นการพนัน (อบายมุข)  Q7: สมาทานศีลแล้ว แต่เผลอทำผิดศีล  A: เป็นบาปน้อยกว่าการทำผิดศีลด้วยความจงใจ  - ช่วงที่รักษาศีลได้ เป็นบุญ แต่ช่วงที่เผลอเพลิน ขาดสติสัมปชัญญะทำผิดศีล เป็นบาป - การผิดศีลทำให้เกิดความร้อนใจ ความรู้สึกผิดนี้เป็นหิริโอตัปปะ ละอายในบาปที่ทำลงไป ร้อนใจตอนนี้ ยังดีกว่าร้อนใจในภายหลัง และดีกว่าทำชั่วแล้วไม่ร้อนใจอะไรเลย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พึ่งตน พึ่งธรรม ด้วยปัญญา [6931-1u]
2026/07/26
ช่วงไต่ตามทาง: - ผู้ฟังท่านนี้ เมื่อตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยคณะวิศวะ มีรุ่นน้องคนหนึ่งสัญญากับแม่ไว้ว่าจะไม่ดื่มเหล้า แต่ถูกรุ่นพี่บอกให้ดื่มเหล้าเพื่อเป็นการให้เกียรติรุ่นพี่ รุ่นน้องคนนี้มีหิริโอตัปปะ ละอายต่อแม่ จึงเอาตัวรอดโดยการต่อรองขอเป็นคนชงเหล้าให้รุ่นพี่และดื่มเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่เหล้าแทน เหตุการณ์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี รุ่นน้องก็อยู่ในสังคมได้ ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: - ตัวอย่างสมัยพุทธกาล กรณีโพธิราชกุมาร อยากมีบุตร นายจุลกาลและนายมหากาล ถูกใส่ความ นายฆฏิการะ ช่างปั้นหม้อ และพ่อของนางอุตตรา ยากจน  - ทำกรรมอย่างไร ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ซึ่งจะให้ผลเป็นสุขหรือทุกข์  - การทำดีโดยอยากได้ความดีตอบ เป็น “ความอยาก”  - การทำความดีโดยไม่ได้หวังสุขเวทนา แต่ทำไปเพื่อกำจัดความอยาก ความตระหนี่ อันนี้เป็น “ปัญญา”  - คำสอนของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วย “ปัญญา” ต้องพิจารณาโดยแยบคาย ใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง ดังนี้ (1) พิจารณาให้ได้ว่าการทำอะไรก็ตาม ให้หวังเอา “ปัญญา” ไม่ใช่หวังเอา “เวทนา”  = การทำอะไรก็ตาม อย่าไปหวังให้สุขเวทนาเกิด ไม่อยากให้ทุกขเวทนาเกิด เพราะเป็นตัณหา (ความอยาก) ส่วนการทำอะไรแล้วได้ปัญญา ปัญญาจะเป็นตัวตัดความตระหนี่และความเข้าใจผิด ๆ ว่าทำอะไรแล้วจะต้องได้รับสุขเวทนา (2) พิจารณาให้ได้ระหว่าง “ตัณหา” (ความอยาก) กับ “ฉันทะ” (ความพอใจ)  = การทำอะไรด้วยความอยากเป็นสิ่งไม่ดี แต่การทำด้วยความเพียร ด้วยฉันทะ ความพอใจ ตั้งจิตไว้อย่างแน่วแน่ เป็นหนึ่งในองค์ของอิทธิบาทสี่ ธรรมะแห่งความสำเร็จ (3) พิจารณาให้ได้ว่า การเอาความดีมาอ้างเพื่อทำความชั่ว เป็นสิ่งไม่ดี  = เช่น พระเทวทัต ทำความดีเพื่อหวังลาภสักการะ, การพูดความจริงแต่เป็นการเสียดสีผู้อื่นทำให้เขาเสียใจ เป็นต้น หรือ บางคนไม่มีความดีบังหน้าแต่มีความดีซ่อนเอาไว้ เช่น พระปิลินทวัจฉะ ชอบเรียกคนอื่นว่าคนถ่อย แต่จริงแล้วท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีเทวดารัก (4) พิจารณาไปตลอด ไม่ใช่เพียงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง  = เพราะดีกลับเป็นไม่ดีได้ และไม่ดีอาจกลับเป็นดีในตอนหลังได้ โดยสรุป: การใช้ปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง ไม่มองผิวเผิน และไม่มองเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งแต่ดูไปตลอด เป็นไปเพื่อไม่ให้อาสวะเกิดขึ้นที่จิตของเรา ให้พิจารณามาที่ตัวเราว่า ตัวเรามีกิจอะไรที่ต้องทำ ที่ต้องละ ต้องทำกิจของมรรค 8 ละสิ่งที่เป็นอกุศล ทำสิ่งที่เป็นกุศล เราจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของใคร แต่อยู่ที่ตัวเรา เราจึงต้องพึ่งตน พึ่งธรรม โดยใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญโดยแยบคายในลักษณะที่ไม่ให้อาสวะเกิดขึ้น ด้วยการฟังธรรม การศึกษาธรรม ปัญญาก็จะแจ่มแจ้งขึ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
บาปกรรม ของการขับรถชนพระ/ทุจริตสอบ/เจ้ามือการพนัน [6930-1u]
2026/07/19
Q1: ทุจริตสอบ A: การทุจริตสอบ = โกหก = ผิดศีล 5 - ถ้ากิเลสลดลง ความคิดที่จะโกง ก็จะไม่มี - เมื่อเห็นคนอื่นทำไม่ดี อย่าไปทำตามเขา แต่ให้เราทำความดี ความดีที่เราทำ จะมีอิทธิพลให้คนอื่นเกิดความละอายใจและเกรงกลัวต่อบาปได้ - ระดับความละอายใจ (1) ตนเตือนตน (2) คนใกล้ชิดเตือน (3) มหาชนเตือน (4) ติดคุก (5) ตกนรก - ให้มองการณ์ไกล อย่ามองแต่ความสุขเฉพาะหน้า ก่อนคิดทำความชั่ว ให้กลัวผลที่จะได้รับทั้งในปัจจุบันและอนาคต แม้ไม่มีใครรู้ แต่จะเป็นตราบาปในใจ - หิริโอตัปปะ เป็นธรรมคุ้มครองโลก - คนฉลาดจะแยกแยะได้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว แล้วเลือกทำสิ่งที่ดี คนชั่วต่างหากที่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว แล้ว ยังเลือกทำสิ่งที่ชั่ว นั่นคือคนพาล  Q2: ถูกใช้เป็นเครื่องมือให้ขนยาเสพติด A: ถ้าไม่มีเจตนา บาปในใจ จะไม่มี - มงคลสูตรข้อแรก คือ ไม่คบคนพาล  - ต้องพัฒนาปัญญาของตนเอง ให้แยกแยะคนดีคนชั่วได้ Q3: เด็กพิเศษขับรถชนพระ A: บาปมากน้อย ขึ้นอยู่กับแรงของเจตนาและคุณของผู้ที่ถูกประทุษร้าย - แรงของเจตนา = เปรียบกับความหนักของรอยกรีดบนน้ำ บนทราย บนหิน  - คุณของผู้ที่ถูกประทุษร้าย = ถ้ามีคุณต่อตนมาก ก็บาปมาก ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่ ก็บาปมาก ถ้าเป็นผู้มีศีล สมาธิ ปัญญามาก ก็บาปมาก - ให้ตั้งตนไว้ในความไม่ประมาท ความตายอยู่ใกล้มาก ให้รีบทำความดี จะได้อยู่ผาสุกได้ Q4: พระไทยไม่เรียนวิทยายุทธเหมือนพระจีน  A: พุทธศาสนามี 3 นิกาย  (1) เถรวาท (ไทย พม่า ศรีลังกา) = เน้นตามพระไตรปิฎก หมายเอาท่านพระเถระมหากัสสปะ ตอนที่อยู่ในถ้ำสัตตบรรณคูหา ที่ไม่แก้สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นหลัก (2) มหายาน (จีน เวียดนาม ไต้หวัน) = ในยุคก่อนต้องมีการปรับตัว จึงต้องเรียนวิทยายุทธ (3) วชิรญาณ (ธิเบต ภูฏาน) = มีคาถามนตรา - นักวิชาการเป็นคนแยกแยะนิกาย โดยดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  - การแก้สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดความต่างกัน - โจรที่แท้จริง คือ กิเลส  - การปฏิบัติธรรมตามมรรค 8 และการฝึกพลังจิต พลังสมาธิ พลังปัญญา เป็นวิทยายุทธภายใน ป้องกันโจรในภายในได้ Q5: เจ้ามือการพนัน ให้เช่าที่ขายลอตเตอรี่ A: เงิน เปรียบเหมือนงูพิษ ไม่ว่าจะเป็นเงินขาว เงินเทา เงินดำ ถ้าไม่ระวังจะตกเป็นทาสของเงิน - ดวงอยู่ที่การกระทำ ถ้าทำดี ดวงแข็ง ถ้าทำไม่ดี ดวงอ่อน - การพนัน เป็น 1 ในอบายมุข 6 เจ้ามือการพนัน จึงดวงตกทุกวัน  - บัญชีบุญ-บัญชีบาป แยกกัน - ความดีช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ เปรียบเหมือนเกลือ (ความชั่ว) น้ำ (ความดี) และความเค็มของน้ำ (ผลของบาป) แต่ลบล้างความดีความชั่วกันไม่ได้ Q6: ทำตามที่สาบานไม่ได้ A: สาบาน = สัญญา  - ให้ไปต่อรองข้อสัญญาใหม่เป็นอย่างอื่น ที่คิดว่าจะชดเชยกันได้ เพื่อความสบายใจของเรา      - เปลี่ยนการบน/สาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นการนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนจากเรา แล้วตั้งจิตอธิษฐาน คือ การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าในการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ด้วยการสร้างเหตุตามเงื่อนไขปัจจัยให้สมบูรณ์ ในช่วงเวลาหนึ่ง Q7: พูดไม่จริงแต่ไม่เดือดร้อนใคร A: เป็นโมหะ เพราะไม่รู้ตัวว่าตนเป็นในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่พูด - โมหะ (ทางใจ) การพูดไม่จริง (ทางวาจา) การกระทำที่แสดงออกมา (ทางกาย) เป็นบาป - ต้องมีกัลยาณมิตรมาชี้โทษ = ผู้ชี้ขุมทรัพย์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เพิ่มประสิทธิภาพงาน ด้วยสันโดษ [6929-1u]
2026/07/12
ช่วงไต่ตามทาง: เล่นโทรศัพท์มากเกินไป A: ผู้ฟังท่านนี้ใช้เวลาไปกับการเล่นโทรศัพท์มากเกินไป จึงแก้ไขด้วยการแบ่งเวลาทำงานกับการเล่นโทรศัพท์ให้ชัดเจน หรือปิดโทรศัพท์แล้วไปทำอย่างอื่น เช่น ไปหลีกเร้น ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: เพิ่มประสิทธิภาพงาน ด้วยสันโดษ วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีดังนี้ 1. ทำความเข้าใจเรื่องสันโดษที่ถูกต้อง - “สันโดษ” หมายถึง ความพอใจ ความยินดีตามมีตามได้ในสิ่งที่เรามี  - พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้มีทั้งสันโดษและไม่สันโดษ  ให้สันโดษ (รู้จักอิ่มจักพอ) = ในปัจจัยสี่ สิ่งของภายนอก กาม  ไม่สันโดษ (ไม่รู้จักอิ่มจักพอ) = ในกุศลธรรมทั้งหลาย เช่น อิทธิบาท 4 - เมื่อมีความเข้าใจเรื่องสันโดษที่ถูกต้องแล้ว จะสามารถแยกแยะเรื่องอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ 2. เจริญอิทธิบาท 4   (1) ฉันทะ = มีความพอใจในการทำงาน   (2) วิริยะ = ความเพียร ความอุตสาหะ   (3) จิตตะ = ความเอาใจใส่ จดจ่อ   (4) วิมังสา = การไตร่ตรองพิจารณาทดลองค้นคว้า - ประสิทธิภาพในงานจะเกิดขึ้นตรงที่มีสมาธิจดจ่อ การเจริญอิทธิบาท 4 ข้อใดข้อหนึ่ง สามารถเป็นฐานให้เกิดสมาธิได้ เมื่อจิตเกิดสมาธิแล้วก็จะสามารถทำงานนั้นให้สำเร็จได้  3. ความคงไว้ซึ่งสมาธิ   - สมาธิเป็นจุดสำคัญ ในการจะทำอะไรก็ตามให้เกิดความสำเร็จ สมาธิไม่จำเป็นต้องอยู่ในอิริยาบถนั่งหลับตา - “สติ” เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสมาธิ จึงต้องทำให้สติมีกำลัง เพื่อให้สมาธิไม่เสื่อม - “นิวรณ์ 5” เป็นเครื่องกั้น เครื่องขวาง การมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จ นิวรณ์ 5 เกิดขึ้นตรงไหน สมาธิตรงนั้นจะเสื่อมทันที ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จึงต้องละนิวรณ์ 5 อันได้แก่  (1) กามฉันทะ = ความพอใจในกาม สิ่งของภายนอก  (2) พยาบาท = ความคิดอาฆาต ปองร้าย ให้เขาได้ไม่ดี  (3) ถีนมิทธะ = ความง่วงซึม ความหดหู่ ท้อแท้ท้อถอย  (4) อุทธัจจกุกกุจจะ = ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ วิตกวิจารณ์  (5) วิจิกิจฉา = ความเคลือบแคลง ไม่ลงใจ 4. ลดความเครียดในการทำงาน  - วิธีสังเกตว่ามีความเครียดในการทำงาน คือ มีนิวรณ์ 5 เกิดขึ้น - วิธีคลายความเครียด เช่น เปลี่ยนอิริยาบถ พักผ่อนสายตา ออกกำลังกาย สวดมนต์ นอน เดิน  - วิธีที่ไม่ใช่การคลายความเครียด คือ ไปหากาม เช่น การเล่นโทรศัพท์   - “การเจริญฉันทะเพื่อละฉันทะ” คือ การนำธรรมฉันทะมาเพื่อละกามฉันทะ  - เราต้องมีวิธีการลด ละความเครียดในการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยสรุป:  “ทุกคนมีศักยภาพในการทำงานให้สำเร็จและสามารถดึงศักยภาพนั้นออกมาใช้ได้ โดยต้องเข้าใจเรื่องสันโดษที่ถูกต้อง เจริญอิทธิบาท 4 คงไว้ซึ่งสมาธิ และลดความเครียดในการทำงาน ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้”  Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ดื่มเหล้า ไม่เดือดร้อน [6928-1u]
2026/07/05
Q1: ดื่มเหล้า แบบไม่สร้างความเดือดร้อน A: การดื่มเหล้า เป็นโทษทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย และเป็นโทษทั้งในปัจจุบัน ในเวลาต่อมา และในเวลาต่อ ๆ มา - โทษของความเป็นนักเลงสุรา = เป็นบ่อเกิดของโรค ทอนกำลังปัญญา เสื่อมทรัพย์ เกิดทะเลาะวิวาท ไม่รู้จักละอาย ทำให้เสื่อมเสียงชื่อเสียง - ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท = ปัญหาจะเกิดขึ้น เมื่อดื่มสุรา เล่นพนัน คบเพื่อนชั่ว - ถ้าต้องดื่มสุราจริง ๆ ก็รักษาศีลอีก 4 ข้อให้ดี + เพิ่มสัมมาวาจา (ไม่พูดยุยงให้แตกกัน ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ) ก็จะมีโทษน้อยลงหน่อย อาจจะยังไม่เกินเส้นของความประมาทได้ - เปลี่ยนวิธีฉลองจากดื่มสุรา เป็นการทำความดี เช่น ให้ทาน ช่วยเหลือคนอื่น ปฏิบัติธรรม Q2: หนี้สิน = บ่วง A: กับดัก = บ่วง = ความยึดถือ - ระบบเศรษฐกิจของโลก เป็นบ่วงของมนุษย์ ทำให้ทุกคนต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน ดอกเบี้ยเป็นตัวบังคับไม่ให้เงินฝืดหรือเงินเฟ้อจนเกินไป  - เมื่อติดบ่วงแล้ว ก็อาจนำไปสู่การทำชั่วได้ - หนี้ มี 3 ระดับ แต่ละระดับมีทั้งติดบ่วงและไม่ติดบ่วง 1) หนี้จากความฟุ่มเฟือย = เกิดจากความยึดถือในสถานะทางสังคม จึงต้องมีรถ มีบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ ให้ลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์  2) หนี้จากความจำเป็น = เกิดจากความยึดถือในความจำเป็นนั้น ยิ่งกิเลสมากก็จะเห็นสิ่งที่ไม่จำเป็น กลายเป็นสิ่งจำเป็นได้มาก  3) ไม่มีหนี้  - วิธีแก้บ่วงของมนุษย์ = ให้ละความยึดถือความสุขในโลก (โลกธรรม 8) ไม่ยินดี ในสุข ลาภ ยศ สรรเสริญ และไม่ยินร้าย ในทุกข์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ถ้าตอนนี้ยินร้ายเพราะหนี้ ก็เนื่องจากยินดีในเงินที่ยังไม่มี ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงให้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไว้ - มรรค 8 เป็นทางออกของทางหลุดออกจากบ่วง  Q3: ความสุขระหว่างวัน A: ความสุขระหว่างวันอยู่ที่ปลายจมูก ให้ตั้งสติดูลมหายใจ  - ไม่ลืมลมหายใจ = ไม่เผลอ = ไม่เพลิน - ตอนที่มีสติอยู่กับลมหายใจ ก็ยังรับรู้สิ่งรอบตัวไปพร้อมกันได้ แต่จะไม่เผลอ ไม่เพลินไปกับสิ่งนั้น - การตั้งสติ เป็นจุดเริ่มของการหาความสุขที่นี่ เดี๋ยวนี้  - อย่ามองข้ามจมูกของเรา พอเรานึกถึงลมหายใจ ความระลึกได้นั้นคือ “สติ” นึกได้คือไม่ลืม ไม่ลืมคือไม่เผลอ ไม่เผลอคือไม่เพลิน ไม่เพลินไปตามเสียงที่ได้ยิน ภาพที่เห็น จิตจะรับรู้ว่านี่คือสุขหรือทุกข์ แต่จะไม่แกว่งไม่เพลินไปตามนั้น Q4: พักผ่อนน้อย แต่ต้องการปฏิบัติธรรม A: ถ้าพักผ่อนไม่พอ ต้องนอนให้หลับ โดยให้แผ่เมตตาก่อนนอนและเมื่อตื่นนอน Q5: เหตุที่คนเข้าวัดเยอะขึ้น  A: คนเข้าวัด อาจเพราะมีทุกข์มากขึ้น หรืออาจมีปัญญามากขึ้นก็ได้ Q6: ทำผิดด้วยความจำเป็น A: กรรม = การกระทำ - ทุกคนเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร  - แม้มีสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าอะไรดีหรือชั่ว แต่ที่ยังทำดีไม่ได้ เพราะมีมิจฉาวายามะ (การลงมือทำจริง แน่วแน่จริง) หรือมีมิจฉาสติ (ระลึกถึงความดี) ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้ไปทางมิจฉาทิฏฐิมากขึ้น ทำให้สัมมาทิฏฐิที่เคยมีหายไป เช่น เคยทำชั่วแล้ว ก็จะทำชั่วครั้งต่อไปได้ง่ายขึ้น - ต้องปรับกาย วาจา ใจ ให้ตรงกัน ให้ไปทางพูดดี คิดดี ทำดี Q7: พูดไม่ตรงกับใจ A: คนเราต้องดัดจริตที่ไม่ดี ถ้าเราคิดไม่ดี เราต้องดัดความคิดของเราให้ดี ไม่ใช่ดัดวาจาให้เป็นไปตามความคิดที่ไม่ดีนั้น - ทางสายกลาง = ต้องมีปิยวาจา พูดดี ไม่กระแนะกระแหน ไม่ประจบประแจง แล้วปรับจิตปรับใจ ให้ตรงกับวาจาที่ดี ให้ตรงกับกายที่มีศีล สัมมาทิฏฐิของเราก็จะเจริญขึ้น Q8: ทำบุญวันพระ A: ฤกษ์งามยามดี คือ เวลาที่สะดวกและมีจิตที่เป็นกุศล วันไหนก็ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Podcast reviews

Read 1 สมการชีวิต podcast reviews


5 out of 5
2 reviews
★★★★★
ContemplativeAscetic 2019/12/09
ไม่เคยรู้มาก่อนเลยครับ!
พอดแคสท์ “สมการชีวิต” ให้ความรู้มากๆ เลยครับ ก่อนที่จะได้มาฟัง ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพระพุทธเจ้าท่านได้สอนเรื่องวิธีการใช้ชีวิต ไว้มากขนาดนี้ เป็น...
check all reviews on apple podcasts

Podcast sponsorship advertising

Start advertising on 1 สมการชีวิต relevant audience podcasts


What do you want to promote?