1485523274
Prachatai Podcast

Advertise on podcast: Prachatai Podcast

Rating
★★★★★
5
from
1 reviews
This podcast has
101 episodes
Language
Thai
Explicit
No
Date created
2019/10/30
Latest episode
2026/10/19
Average duration
40 min.
Release period
5 days

Description

Prachatai Podcast

Unlock Prachatai Podcast podcast Email contact info,
Listeners & Audience details

Email contact information

Direct podcast contact details

Listeners

Audience numbers & engagement insights

Audience details

Podcast Insights

Podcast episodes

Check latest episodes from Prachatai Podcast podcast


จับตาฐานบินจีนในลาว | หมายเหตุประเพทไทย EP.649
2026/10/19
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี พูดถึงการเปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว และโรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว ที่สนามบินบ้านเกิน เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ทางเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ ใกล้ชายแดนไทย และในช่วงสงครามเวียดนามเคยเป็น ไซต์ลิม่า 44 (Lima Site 44) ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในลาว ทางการจีนระบุว่าศูนย์แห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อฝึกนักบินกองทัพอากาศลาวและไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศที่สาม  อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายดาวเทียมหลังการเปิดศูนย์เผยให้เห็นเครื่องบินฝึกและโจมตีเบา K-8 จำนวน 8 ลำ พร้อมยานยนต์สนับสนุนมากกว่า 20 คัน ขณะที่พื้นที่มีทางวิ่งยาวราว 2,000 เมตร และลานจอดรองรับเครื่องบินได้ประมาณ 22 ลำ ทำให้บ้านเกินถูกจับตามองในฐานะจุดตั้งทางทหารทางอากาศของจีนในต่างประเทศ แม้ปักกิ่งจะยังเรียกสถานที่ดังกล่าวว่า “ศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรม” มากกว่า “ฐานทัพ” ก็ตาม ภาพจากดาวเทียมแสดงให้เห็นภาพรันเวย์สนามบินบ้านเกิน ในสปป. ลาว โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีข่าวว่าสนามบินร้างแห่งนี้ถูกพัฒนาเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว และโรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว ที่มา: Apple Maps แผนที่แสดงที่ตั้งสนามบินบ้านเกิน สปป.ลาว ที่มา: Google Maps ฐานทัพและการประจำการของทหารสหรัฐอเมริกาทั่วโลก ข้อมูลปี 2021 ที่มา: Aljazeera ขีดความสามารถทางทหารของจีน ในทะเลจีนใต้ ที่มา: CSIS ในรายการยังชวนมองสนามบินบ้านเกินในบริบทที่กว้างขึ้นของ “ฐานทัพต่างประเทศ” และ “การแข่งขันของมหาอำนาจ” ตั้งแต่เครือข่ายฐานทัพขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ไปจนถึงฐานสนับสนุนของจีนที่จิบูตีและความร่วมมือที่ฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา นอกจากนี้ จีนยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน-ทหารใน หมู่เกาะสแปรตลีย์และพาราเซลล์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับความเคลื่อนไหว รวมถึงขยายระยะปฏิบัติการของเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิดในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กรณีฐานทัพเรือเรียม เรือ USS Cincinnati ของสหรัฐฯ ก็เข้าเทียบท่าเมื่อเดือนมกราคม 2569 สะท้อนว่าสถานะของฐานและสิทธิในการใช้งานไม่ได้มีลักษณะง่าย ๆ ว่าเป็นพื้นที่ผูกขาดของจีนเพียงฝ่ายเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่อง “จีนกำลังสร้างฐานทัพใกล้ไทยหรือไม่?” หากยังรวมถึงคำถามที่ว่า “สนามบินบ้านเกินสะท้อนอะไรเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางทหารของจีน?” และเมื่อมองร่วมกับการขยายขีดความสามารถในทะเลจีนใต้และจุดสนับสนุนทางทหารในต่างประเทศ จะส่งผลอย่างไรต่อไทย ลาว และภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน การมีที่ตั้งทางทหารเพิ่มขึ้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุป “เจตนา” ของจีนโดยตรง จึงชวนมองทั้งข้อถกเถียงเรื่องการขยายอำนาจของจีน การแข่งขันกับสหรัฐฯ และยุทธศาสตร์ทางการทหารของจีนในภาพกว้าง ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #ฐานบินจีนในลาว อ่านเพิ่มเติม Wuthnow and Taylor Fravel, "China’s Military Strategy for a “New Era”: Some Change, More Continuity, and Tantalizing Hints" ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Strategic Studies ปี 2023
‘เทคโนศักดินา’ ผู้ฆ่าทุนนิยม | BookBar EP.23
2026/10/14
หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต บางคนเชื่อว่ามันคือเครื่องหมายชัยชนะของระบบทุนนิยม มนุษย์สามัญที่ใช้ชีวิตบนโลกน่าจะรู้สึกรู้สาไปทางเดียวกันว่า คงต้องอยู่กับทุนนิยมไปชั่วชีวิตและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่คุณจะคิดอย่างไร เมื่อ Yanis Varoufakis เขียนหนังสือ ‘TECHNOFEUDALLISM WHAT KILLED CAPITALSM’ หรือชื่อไทยว่า ‘เทคโนศักดินา’ และประกาศว่าทุนนิยมตายแล้ว เพราะถูกพวกบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายสังหาร กวาดต้อนเข้าสู่ที่ดินคลาวด์ เรียกเก็บค่าเช่าที่ บรรดานายทุนที่แสวงหากำไรถูกกวาดต้อนเข้าสู่ร่มเงาคลาวด์กลายเป็นทุนสวามิภักดิ์ บ้างก็เป็นกรรมกรคลาวด์ และพวกเราส่วนใหญ่เป็นเพียงไพร่คลาวด์ที่ผลิตเนื้อหาให้แก่เทคโนศักดินาโดยไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ การบอกว่าทุนนิยมตายแล้ว เป็นคำประกาศที่ใหญ่โตมาก เชื่อได้ว่าหลายคนไม่เห็นด้วย BookBar ชวนคุยกับนภนต์ ภุมมา จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้แปลร่วมของหนังสือเล่มนี้ แล้วค่อยตัดสินอีกทีว่าทุนนิยมตายแล้วหรือยัง? ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท'
เปิดมิติพื้นที่เควียร์ซานฟรานซิสโก | หมายเหตุประเพทไทย
2026/10/14
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ติณณภพจ์ สินสมบูรณ์ทอง และ ทศพล นพสุวรรณชัย ชวนทำความรู้จักประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผ่านมุมมองแบบเควียร์ จากเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคตื่นทอง ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ชนชั้น และภูมิหลังหลั่งไหลเข้ามาหางานและสร้างชีวิตใหม่ จนเกิดวัฒนธรรมเมืองที่เปิดรับความแตกต่าง รวมถึง nightlife โรงละคร ผับและบาร์ ซึ่งค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่สำคัญของคนที่อยู่นอกขนบทางเพศและสังคม โดยชวนอ่านหนังสือ Wide-Open Town: A History of Queer San Francisco to 1965 (2005) ของ Nan Alamilla Boyd ซึ่งย้อนประวัติศาสตร์พื้นที่เควียร์ของเมือง ตั้งแต่ความบันเทิงและการแต่งกายข้ามเพศในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงการเติบโตของวัฒนธรรมเกย์และเควียร์หลังทศวรรษ 1930 ผับบาร์อย่าง Black Cat ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ดื่ม แต่ยังเป็นพื้นที่พบปะของนักเขียน ศิลปิน โบฮีเมียน เกย์ และผู้คนที่ไม่เป็นไปตามขนบ จนมีส่วนสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับความหลากหลายของเมือง อีกเล่มคือ Who Needs Gay Bars? Bar-Hopping through America's Endangered LGBTQ+ Places (2023) ของ Greggor Mattson ซึ่งสำรวจว่า gay bar และ lesbian bar ยังมีความหมายอย่างไรในยุคที่ LGBTQ+ สามารถพบปะกันได้ในพื้นที่อื่นมากขึ้น ในกรณีซานฟรานซิสโก หนังสือพาไปดู Wild Side West และคำถามเรื่องอนาคตของ lesbian bar เมื่อการเปิดพื้นที่ให้ครอบคลุม LGBTQ+ และ ally มากขึ้นนำมาสู่ความย้อนแย้งว่า ความ inclusive จะช่วยรักษาชุมชน หรือกลับทำให้การมองเห็นตัวตนเฉพาะของเลสเบี้ยนค่อย ๆ เจือจางลง ขณะเดียวกัน เรื่องของผับ The Stud ชวนมองอีกด้านของการรักษาพื้นที่เควียร์ท่ามกลางค่าเช่าที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของย่าน SoMa และวิกฤตโควิด-19 แม้พนักงานจะรวมตัวเป็น The Stud Collective และพยายามประคับประคองพื้นที่ไว้ แต่ตัวอาคารเดิมก็ไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ชุมชน ความทรงจำ และเครือข่ายของผู้คนไม่ได้หายไปพร้อมกับสถานที่ จึงนำไปสู่คำถามชวนคิดว่า พื้นที่เควียร์ ชุมชน LGBTQ+ จำเป็นต้องมีสถานที่กายภาพหรือไม่ และจะรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนไว้ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้การเปิดรับความหลากหลายกลายเป็นการทำให้ตัวตนของชุมชนนั้นเลือนหายไป ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #Sanfrancisco
ไผ่ลู่ลม และกับดักความสำเร็จการทูตไทย | หมายเหตุประเพทไทย
2026/10/05
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำบทความ “The Trap That is Thailand’s Legacy of Diplomatic Success” ของ ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ เผยแพร่โดย ISEAS – Yusof Ishak Institute เมื่อ 8 กันยายน 2026 ซึ่งตั้งคำถามต่อแนวคิด “การทูตไผ่ลู่ลม” (Bamboo Diplomacy) ที่มักถูกอธิบายว่าเป็นจุดแข็งของนโยบายต่างประเทศไทย ทั้งความยืดหยุ่น การปรับตัวตามดุลอำนาจ และการรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย ผู้เขียนเสนอว่า ความสำเร็จทางการทูตในอดีตอาจไม่ได้เป็นเพียงบทเรียน หากยังกลายเป็นกรอบความคิดที่จำกัดทางเลือกของไทยในปัจจุบันด้วย บทความย้อนดูความทรงจำสำคัญสองชุด ได้แก่ การที่สยามหลีกเลี่ยงการตกเป็นอาณานิคม และ การเอาตัวรอดจากผลของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งภายหลังถูกนำมาอธิบายว่า ไทยรักษาอธิปไตยได้เพราะรู้จักโอนอ่อน ปรับตัว และไม่ผูกมัดตนเองกับฝ่ายใดอย่างแข็งตัว เมื่อเรื่องเล่าเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำ จึงค่อย ๆ กลายเป็น schema และ script ว่า “ความยืดหยุ่น” คือวิธีดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เหมาะสม ขณะที่การกำหนดจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนอาจถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงมากกว่า แต่ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน เข้มข้นขึ้น ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์อาจมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะหุ้นส่วนต่างประเทศให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความคาดการณ์ได้ และความชัดเจนของทิศทางมากขึ้น ประเด็นของบทความจึงไม่ใช่การเสนอว่าไทยต้อง “เลือกข้าง” สหรัฐฯ หรือจีน แต่ตั้งคำถามว่า ความยืดหยุ่นควรอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนหรือไม่ และ “ไม่เลือกข้าง” จำเป็นต้องหมายถึง “ไม่มีจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์” หรือเปล่า ในช่วงท้ายรายการ ชวนเปรียบเทียบกับความทรงจำทางเลือกในนโยบายต่างประเทศ เช่น แนวคิด “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ในรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ และ economic diplomacy ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต่างพยายามให้ไทยเป็นฝ่ายกำหนดสภาพแวดล้อมภายนอกผ่านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น แต่กลับไม่ได้กลายเป็น “บทเรียนของรัฐไทย” ที่ทรงอิทธิพลเท่ากับ Bamboo Diplomacy บทความจึงทิ้งคำถามสำคัญว่า ในโลกที่เงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป สิ่งที่ไทยจดจำว่าเคยทำให้ประเทศอยู่รอด ยังเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับปัจจุบันหรือกำลังกลายเป็นกรอบที่ทำให้เรามองเห็นทางเลือกอื่นน้อยลง ทั้งนี้ ผู้เขียนเองระบุว่านี่เป็นข้อเสนอเชิงทฤษฎีที่ยังต้องการหลักฐานและการศึกษาเชิงระบบเพิ่มเติมเพื่อทดสอบสมมติฐานดังกล่าว
บทบาทสตรีในเขตงาน พคท. ภาคใต้ | หมายเหตุประเพทไทย
2026/09/28
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ แนะนำบทความ “การส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เขตจังหวัดพัทลุง ตรัง และสตูล ผ่านวารสาร ‘ตะวันแดง’ พ.ศ. 2520–2525” ของ ธัญญพร มากคง ตีพิมพ์ใน วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม–ธันวาคม 2567 อ่านบทความ [https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jssnu/article/view/270951] ซึ่งชวนมองประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) “จากเบื้องล่าง” ผ่านประสบการณ์ของผู้หญิงและสื่อภายในขบวนการ มากกว่าการมองผ่านผู้นำส่วนกลาง สงคราม หรือความมั่นคงเพียงอย่างเดียว บทความศึกษาวารสาร “ตะวันแดง” สิ่งพิมพ์ของ พคท. ในเขตพัทลุง ตรัง และสตูล ระหว่าง พ.ศ. 2520–2525 โดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่าง สหายหญิงนักศึกษาปัญญาชน ที่เข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 กับ สหายหญิงท้องถิ่น ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิตและการทำงานในชนบทภาคใต้ ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ทักษะการดำรงชีวิตในป่า ไปจนถึงความรู้ทางการเมือง วิชาการ และประสบการณ์การเคลื่อนไหวสิทธิสตรี ผู้เขียนจึงมองความสัมพันธ์นี้เป็นการเรียนรู้แบบ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” มากกว่าการถ่ายทอดความรู้ทางเดียวจากปัญญาชนสู่ชาวบ้าน ขณะเดียวกัน สหายหญิงท้องถิ่นยังเผชิญภาวะ “ชายขอบสามชั้น” (Triple Marginalization) ทั้งจากประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก เรื่องเล่าภายใน พคท. ที่มักเน้นผู้นำและสหายชาย และโครงสร้างชายเป็นใหญ่ในสังคมท้องถิ่น ทำให้วารสาร ตะวันแดง มีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่พูดถึงปัญหาของผู้หญิง โดยเฉพาะคอลัมน์ “คุยกับพิมพยอม” ซึ่งนำเสนอเรื่องการบังคับแต่งงาน การถูกหลอก ความรุนแรงทางเพศ การทำให้ผู้หญิงเป็นวัตถุ หนี้สิน และค่านิยมการแต่งงาน งานศึกษายังชี้ว่า เนื้อหาเรื่องผู้หญิงใน ตะวันแดง ไม่ได้มาจากนโยบายส่วนกลางของ พคท. เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับความคิดของปัญญาชนฝ่ายซ้ายและขบวนการนักศึกษาหญิงก่อน 6 ตุลาคม 2519 ขณะเดียวกัน สหายหญิงท้องถิ่นก็ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ หากยังมีส่วนร่วมส่งบทกวีและงานเขียนเข้าสู่วารสาร เกิดเป็นกระบวนการผลิตความรู้ร่วมกันที่ผู้เขียนเรียกว่า “ปฏิสัมพันธ์ทางชนชั้นของสหายหญิงใน พคท.” #หมายเหตุประเพทไทย
คน 4 รุ่น 4 ความคิด ในความขัดแย้งทางการเมืองและการคลี่คลายหลังการชุมนุม ปี 2563–2564 | BookBar EP.22
2026/09/25
การชุมนุมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563-2564 เป็นเหตุการณ์ที่ทรงพลัง ถูกตัดจบด้วยโควิด-19 และถึงตอนนี้ยังต้องสร้างพื้นที่ความทรงจำของตนเองให้คมชัด...ซึ่งคงต้องอาศัยเวลาพอสมควร ประเด็นหนึ่งที่ปรากฏขึ้น ณ เวลานั้นจวบจนเวลานี้คือความแตกต่างระหว่างรุ่นที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ ความบาดหมาง และการเหมารวม  #BookBar ตอนนี้ เราชวน กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้เขียน ‘ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรุ่นและการคลี่คลายตัวหลังการชุมนุม ปี 2563–2564’ ที่จะพาเราไปทำความเข้าใจคน 4 รุ่นซึ่งมีเฉดความคิด จินตนาการต่อประเทศใกล้-ไกลต่างกันไป การสนทนายังพาเราไปแตะกลุ่มเจนอัลฟาอีกนิดหน่อย พอให้เห็นความหวังและอุปสรรค คำถามและความท้าทาย ที่สังคมควรช่วยกันถามและหาคำตอบ เราเชื่อว่านี่เป็นอีกหนึ่งตอนที่เข้มข้นพอสมควรสำหรับคอการเมือง ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท'
‘ผีเสื้อปีร้าว’ ปีกที่โบยบินหาเสรีภาพย่อมมีบาดแผล | BookBar EP.21
2026/09/25
ด้วยจารีตและศาสนา ‘เธอ’ ติดอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่ผู้ชายเป็นผู้กำหนดอย่างไม่อาจสลัดหลุด แต่ ‘เธอ’ ก็ดื้อดึงและขัดขืนเพื่อเป็นอิสระ แม้ต้องแลกกับคำถามต่อภาวะดี-เลวของตนเอง กระทั่งมันร้าวรานจากหัวใจถึงปีกที่ ‘เธอ’ ใช้บินออกไปแสวงอิสรภาพ #BookBar อีพีนี้ พาไปสนทนากับนักเขียนหน้าใหม่ ‘บุหงามารีย์’ และผลงานเล่มแรก ‘ผีเสื้อปีกร้าว’ (Memoir of a Broken Bitch) จากการเติบโต เจ็บปวด และคลี่คลายของผู้เขียน เหมือนหนอนผีเสื้อที่ผ่านเข้าสู่ระยะดักแด้ก่อนสยายปีกโบยบิน ‘เธอ’ ไม่ว่าปีกจะร้าวแค่ไหน ก็ไม่ต้องการสลัดปีกทิ้ง ยินดีที่จะอยู่กับปีกร้าวๆ ต่อไป ทำไม? คำตอบอยู่ในบทสนทนาต่อจากนี้
คนหูหนวกอยู่ตรงไหนในขบวนการสิทธิ LGBTQ ไทย | Gender Unboxed Ep.4
2026/09/25
ในปี 2569 ยุคสมัยที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีงานเฉลิมฉลองเดือนไพรด์จัดกันในหลายจังหวัด สื่อต่างๆ ทำให้ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมีมากขึ้น คนเราเริ่มเข้าใจสิ่งที่ตัวเองเป็นและสิ่งที่คนอื่นเป็นว่าเพศมีมากกว่าคำนำหน้านามบนเอกสาร แต่สำหรับคนหูหนวกที่เป็น LGBTQ+ สถานการณ์อาจไม่ได้ขยับไปไหน พวกเขายังเผชิญอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ๆ การเข้าไม่ถึงการศึกษา ถูกปฏิเสธไม่รับเข้าทำงาน ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชนคนหูหนวกเอง ไปจนถึงคำศัพท์ภาษามือไทยที่ยังตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนเพศหลากหลายไม่มีคำที่ตรงใจไว้ใช้เรียกตัวเอง ประชาไทคุยกับ นับดาว องค์อภิชาติ ผู้อำนวยการกองประกวด Miss and Mr Deaf Thailand และประธานมูลนิธินับดาวเพื่อคนหูหนวกและสังคมประเทศไทย เกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคที่คนหูหนวก LGBTQ+ ต้องเจอ โดยมี วีรชิต ประสิทธิไกร เป็นล่ามภาษามือระหว่างการพูดคุย
มองการช่วยเหลือแรงงานบังคับ-ผู้เสียหายค้ามนุษย์ผ่านมิติทางเพศ | Gender Unboxed EP3
2026/09/25
ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก และยังถูกใช้เป็นทางผ่านของขบวนการค้ามนุษย์ที่ป้อนคนเข้าสู่การถูกบังคับใช้แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นฐานสแกมเมอร์หรือสถานการณ์อื่นๆ ที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หลากหลายสัญชาติ แต่ถึงกระบวนการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจะมีการดำเนินงานด้วยแนวทางการให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง แต่คนแต่ละเพศก็มีความเปราะบางที่ต่างกัน ทำให้เห็นว่ายังขาดการนำมิติทางเพศเข้าไปปรับใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ส่งผลให้คนแต่ละเพศเข้าสู่ความยุติธรรมได้ยากง่ายไม่เท่ากัน โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มูลนิธิไอเจเอ็ม (International Justice Mission) ได้เปิดตัวรายงานชื่อ “การศึกษาเรื่องความเสมอภาคและความละเอียดอ่อนด้านเพศสภาพในงานต่อต้านแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์” (Mainstreaming Gender Sensitive Approches to Address Forced Labor and Trafficking in Persons) เกี่ยวกับมิติด้านเพศสภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและการทำงานด้านบังคับใช้แรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างกลไกการช่วยเหลือคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรมสำหรับแรงงานข้ามชาติที่เปราะบาง  ประชาไทคุยกับ วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย นักวิจัยอิสระที่ทำงานในประเด็นแรงงานข้ามชาติ หนึ่งในผู้วิจัยที่ทำรายงานฉบับดังกล่าวเกี่ยวกับข้อค้นพบและประสบการณ์ภาคสนามระหว่างการทำวิจัย และความก้าวหน้าในการนำมิติทางเพศสภาพมาปรับใช้ในกระบวนการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการถูกบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์
ฟังเพลง อ่านวรรณกรรม ภาพแทนผู้ให้บริการทางเพศ | หมายเหตุประเพทไทย
2026/09/21
หมายเหตุประเพทไทย [Live] EP นี้ ชวนอ่านงานวิจัย “Representation of prostitutes in Thai songs, 2019–2024” (2025) โดย Chutacaphat Rattanaphan, Kawinsara Sudjai และ Kritsada Kantichol ซึ่งวิเคราะห์เพลงไทย 8 เพลงระหว่างปี 2562–2567 เพื่อสำรวจว่าเพลงสร้างภาพ “ผู้หญิงขายบริการ” อย่างไร ตั้งแต่ภาพของเหยื่อความยากจน ผู้ถูกตีตรา และสินค้าทางเพศ ไปจนถึงผู้หญิงที่สามารถต่อรอง ต่อต้าน และช่วงชิงความหมายของตัวเองกลับคืน ท่ามกลางการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิและการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับงานบริการทางเพศในสังคมไทย งานศึกษาชิ้นคือ “Prostitution in Thailand: Representations in Fiction and Narrative Non-Fiction” (2015) ของ Lisa Lines ซึ่งศึกษาว่านักเขียนตะวันตกสร้างภาพผู้หญิงไทยที่ทำงานค้าบริการทางเพศอย่างไร ผ่านนิยายและสารคดีเชิงเรื่องเล่า โดยพบว่านิยายมีแนวโน้มทำให้การค้าบริการทางเพศดูโรแมนติก ลดทอนปัญหาการแสวงประโยชน์ และสร้างภาพผู้หญิงไทยผ่าน stereotype มากกว่า ขณะที่งาน non-fiction ให้ภาพที่ซับซ้อนและมีมิติมากกว่า ภาพเหมารวมสำคัญมีทั้ง “Femme Fatale” ผู้หญิงสวย เซ็กซี่ เจ้าเล่ห์ เห็นแก่เงิน และหลอกผู้ชายตะวันตก กับ “Cinderella” ผู้หญิงยากจน เปราะบาง ไร้อำนาจ และรอชายต่างชาติผู้ร่ำรวยมาช่วยชีวิต แม้สองภาพจะดูตรงข้ามกัน แต่ต่างก็ลดทอนผู้หญิงให้เหลือเป็นตัวละครในจินตนาการของผู้ชายตะวันตก มากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตและความคิดซับซ้อน เมื่อพิจารณางานศึกษาทั้งสอง ทำให้เกิดคำถามว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในการสร้างความหมายของ “ผู้ให้บริการทางเพศ” จากภาพผู้หญิงไทยในสายตาตะวันตก มาถึงเพลงไทยร่วมสมัยที่ยังคงมีทั้งภาพเหยื่อ ความจน การเป็นสินค้า และตราบาป แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มมีพื้นที่ให้ผู้หญิงต่อรอง ต่อต้าน และนิยามตัวเองมากขึ้น ทั้งหมดนี้ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย
ฝ่าวิกฤตศรัทธา สมณศักดิ์ คณะสงฆ์ | หมายเหตุประเพทไทย
2026/09/21
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี และ ชานันท์ ยอดหงษ์ แนะนำบทความ “‘พรานเบ็ดผ้าเหลือง’: มายาคติ ความหลง และสมณศักดิ์ที่ครอบงำ—การวิเคราะห์วิกฤตศรัทธาในสถาบันสงฆ์ไทย” โดย กฤต พิริยธัชกุล วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เผยแพร่ใน วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม–สิงหาคม 2569) ซึ่งศึกษาวิกฤตศรัทธาต่อสถาบันสงฆ์ไทย ผ่านโครงสร้างสมณศักดิ์ ระบบทุนทางศาสนา และปัจจัยเชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของคณะสงฆ์ในยุคร่วมสมัย ข้อค้นพบสำคัญของงานคือมโนทัศน์ “พรานเบ็ดผ้าเหลือง” หรือการใช้ผ้าเหลืองเป็นเครื่องมือดึงดูดศรัทธาและทุน ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำความศักดิ์สิทธิ์ 4 ระดับ ได้แก่ การใช้วาทกรรมยกย่องตำแหน่งมากกว่าการปฏิบัติ การแปรสมณศักดิ์เป็นเครื่องผลิตทุน การใช้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณแทนคุณภาพทางธรรม และการดัดแปลงหลักธรรมให้กลายเป็นสินค้า ขณะเดียวกัน วิกฤตศรัทธายังเกิดจาก “วงจรอุบาทว์” ที่เชื่อมโยงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเข้าด้วยกัน บทความยังวิพากษ์การเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารทางศาสนา จากการถ่ายทอดธรรมะไปสู่การประชาสัมพันธ์เพื่อธำรงสถานะ การสร้างภาพลักษณ์ และการสร้างตราสินค้าทางศาสนา รวมถึงการใช้วาทกรรมบางแบบเพื่อปิดกั้นการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจภายในคณะสงฆ์ โดยงานวิจัยเสนอว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงความบกพร่องของพระสงฆ์เป็นรายบุคคล แต่เป็น วิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่ต้องอาศัยการปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดตั้งกลไกตรวจสอบอิสระ การปฏิรูประบบสมณศักดิ์ การจัดการทรัพย์สินอย่างโปร่งใส การบริหารวัดในฐานะองค์กรสาธารณะ การรื้อมายาคติเรื่อง “ห้ามแตะต้องศาสนา” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์ ไปจนถึงการปฏิรูปการศึกษาของพระสงฆ์ เพื่อรับมือกับวิกฤตศรัทธาที่กำลังเกิดขึ้นในสถาบันสงฆ์ไทยร่วมสมัย #หมายเหตุประเพทไทย #คณะสงฆ์
แนวคิดกรัมชี่ และพรรคคอมมิวนิสต์ซอฟท์เสิร์ฟอิตาลี | หมายเหตุประเพทไทย
2026/09/08
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชวนทำความรู้จักความคิดทางการเมืองของ อันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) นักคิดมาร์กซิสต์ชาวอิตาลี ผ่านงานเขียนในช่วงก่อนถูกคุมขัง (Pre-Prison Writings) โดยเฉพาะงานชุด “Towards the Communist Party” ในช่วง ค.ศ. 1910–1920 จากความสนใจเรื่อง สภาโรงงาน (Factory Councils) ในฐานะพื้นที่ประชาธิปไตยของชนชั้นแรงงาน ไปสู่การตระหนักว่าการต่อสู้ในระดับโรงงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องมีองค์กรทางการเมืองที่สามารถจัดระเบียบการต่อสู้ในระดับกว้างขึ้น ซึ่งต่อมาเชื่อมโยงกับการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีในปี 1921 พร้อมแนะนำบทความ “ความคิดว่าด้วยเรื่องพรรคคอมมิวนิสต์ในงานเขียนทางการเมืองของ อันโตนิโอ กรัมชี่” โดย ธนกร บุญยืน และวัชรพล พุทธรักษา เผยแพร่ใน วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปีที่ 28 ฉบับที่ 2 (2568) ซึ่งศึกษาความคิดของกรัมชี่ก่อนถูกคุมขัง และเสนอว่า สำหรับกรัมชี่ พรรคคอมมิวนิสต์มีฐานะเป็น “เครื่องมือทางประวัติศาสตร์” ทำหน้าที่จัดระเบียบเจตจำนงของชนชั้นแรงงาน สร้างจิตสำนึกทางชนชั้น และเชื่อมโยงอุดมการณ์เข้ากับการปฏิบัติจริง กรัมชี่ยังปฏิเสธแนวคิดกำหนดนิยมทางเศรษฐกิจ (Economic Determinism) ที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยอัตโนมัติ แต่ให้ความสำคัญกับบทบาทของการจัดตั้งทางการเมือง อุดมการณ์ และวัฒนธรรม พรรคจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือของชนชั้นกรรมาชีพในการยึดอำนาจรัฐ แต่ต้องสามารถสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือ และผู้นำที่เกิดขึ้นจากฐานประชาชน ขณะที่ สภาโรงงาน ก็ไม่ได้มีหน้าที่เพียงต่อสู้เรื่องค่าแรงหรือเงื่อนไขการทำงาน หากยังเป็นพื้นที่สำหรับสร้างการมีส่วนร่วมและวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ของชนชั้นแรงงาน การอ่านงานเขียนของกรัมชี่ในช่วงก่อนถูกคุมขังยังช่วยให้เห็นว่า แนวคิดในยุคหลังอย่าง การครองอำนาจนำ (Hegemony) ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ ใน “Prison Notebooks” (สมุดบันทึกจากคุก) แต่มีรากฐานจากประสบการณ์ทางการเมือง การต่อสู้ของขบวนการแรงงาน และคำถามเรื่องการจัดตั้งพรรคที่กรัมชี่ขบคิดมาก่อนหน้านั้น
หลังชมซีรีส์ “ต้นส้มอยู่บ้านเขาฯ” | หมายเหตุประเพทไทย
2026/08/31
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชวนคุยถึงซีรีส์ “ต้นส้มอยู่บ้านเขา แต่ผลส้มหล่นมาบ้านเราตลอดเลย” (When Oranges Fall) ทาง GMMTV โดยเป็นซีรีส์สร้างจากนิยายของ “Littleskyofme” ว่าด้วยความรัก มิตรภาพ การค้นหาตัวเอง และการเติบโตของกลุ่มวัยรุ่นในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ช่วงต้นทศวรรษ 2540 ท่ามกลางรอยต่อระหว่างโลกอะนาล็อกกับดิจิทัล เรื่องราวเริ่มต้นจาก “ผลส้ม” ในบ้านของ “โก๋สอง” ที่หล่นข้ามรั้วไปยังบ้านของ “โก๋หนึ่ง” ก่อนความสัมพันธ์ของเด็กหนุ่มสองคนและกลุ่มเพื่อนจะค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับฤดูกาล ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกและการเริ่มต้นเรียนรู้ ฤดูฝน เป็นความไม่แน่นอน การจากหาย และความรู้สึกที่ค่อย ๆ เติบโต ส่วนฤดูหนาวคือฟ้าหลังฝน เมื่อความสัมพันธ์และความรู้สึกเริ่มชัดเจนขึ้น ทั้งหมดเกิดขึ้นในยุคที่ยังมีโปสเตอร์วงโลโซ และ Taxi ภาพการ์ตูน “One Piece” และ “Dragon Ball” คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โทรศัพท์มือถือยุคแรก และการส่งเบอร์มือถือผ่านแก้วน้ำแดง นอกจากความรัก ซีรีส์ยังเล่าปัญหาธรรมดาแต่สำคัญของวัยรุ่น ตั้งแต่การไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ความกลัวว่าความฝันที่เลือกไว้อาจไม่สำเร็จ การถูกบูลลี่ในโรงเรียน ไปจนถึงความแตกต่างของครอบครัว โก๋หนึ่งเติบโตในบ้านที่พ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลองและค้นหาตัวเอง ขณะที่โก๋สองต้องดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็กเพราะพ่อแม่ต่างมีภาระ จนความเหงาทำให้เขาดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อนวัยเดียวกัน  กลุ่มเพื่อนอย่าง “ออกัส ออก้า และอชิ” จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวประกอบของความรัก แต่ต่างมีเส้นทางการค้นหาตัวเองและช่วยให้กันและกันเข้าใจว่าคนแต่ละคนมีความถนัด ความฝัน และจังหวะการเติบโตไม่เหมือนกัน พร้อมชวนคุยในประเด็น “อัตลักษณ์ทางเพศ” และ “ความรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย” ในพื้นที่ที่ค่อนข้างปลอดภัย ตัวละครไม่ได้หมกมุ่นกับคำถามว่าเพศสภาพของตัวเอง “ผิดปกติ” หรือไม่ และแทบไม่มีทัศนคติแบบ homophobia หากคำถามสำคัญกลับเรียบง่ายกว่านั้นว่า “เราชอบคนคนนี้หรือเปล่า” ขณะเดียวกัน ซีรีส์ก็ยังชวนดูความสัมพันธ์ผ่านภาพจำเรื่องบทบาท “เมะ–เคะ” ว่าตัวละครเดินตามหรือขยับออกจากกรอบเหล่านี้อย่างไร #หมายเหตุประเพทไทย #WhenOrangesFall
ฮลุน โซโล่ มานุษยวิทยา และการเดินทาง | หมายเหตุประเพทไทย
2026/08/24
หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “ฮลุน โซโล่” หรือ บวรทัต เป็งสุข อดีตนิสิตสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยูทูบเบอร์และนักเดินทางแบกเป้ ผู้เดินทางมาแล้วกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ก่อนเสียชีวิตอย่างกะทันหันที่ประเทศจอร์เจียเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมย้อนกลับไปชวนคิดถึงชีวิต การศึกษา และการเดินทางของเขาผ่านมุมมองทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแล้วออกเดินทางทำคอนเทนต์ท่องเที่ยวถือว่า “ทำงานไม่ตรงสาย” จริงหรือ? รายการชวนสำรวจความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง “มานุษยวิทยากับการเดินทาง” ตั้งแต่ Bronislaw Malinowski, Margaret Mead, Clifford Geertz และ Sherry Ortner ไปจนถึงการศึกษาการท่องเที่ยวของ Nelson Graburn, Valene Smith และ Noel B. Salazar ซึ่งต่างชี้ให้เห็นว่า การเดินทางไปสู่โลกทางสังคมที่ไม่คุ้นเคย การพบปะผู้คน และการทำความเข้าใจสถานที่และวัฒนธรรม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตความรู้ทางมานุษยวิทยา อีกด้านหนึ่ง ชีวิตของฮลุน โซโล่ยังนำไปสู่คำถามเรื่อง “นักเรียนทุน เด็กต่างจังหวัด และความยากจน” เมื่ออดีตนักเรียนทุนจุฬาชนบทที่เคยมีพื้นเพยากจนสามารถออกเดินทางทั่วโลก มีอาชีพและวิถีชีวิตของตนเอง เหตุใดจึงเกิดเสียงวิจารณ์ว่าเขาควรทำงาน “ตอบแทนทุน” หรือไม่ควรใช้ชีวิตในลักษณะดังกล่าว รายการจึงชวนพิจารณาว่า สังคมกำลังกักขังคนที่เคยยากจนไว้ใน “poverty narrative” หรือไม่ คืออนุญาตให้คนจนหลุดพ้นจากความจนทางเศรษฐกิจ แต่กลับไม่ยอมรับเมื่อพวกเขาต้องการเปลี่ยนสถานะ วิถีชีวิต ความฝัน และกลายเป็นพลเมืองของโลกในเชิงสัญลักษณ์ พร้อมชวนคิดประเด็น self-interest กับ selfishness และระหว่าง moral obligation กับ contractual obligation และคำถามว่า คนที่เคยได้รับโอกาสจากสังคมควรมีสิทธิเลือกชีวิตและความฝันของตนเองได้มากน้อยเพียงใด #ฮลุนโซโล #หมายเหตุประเพทไทย
หลังชม The Odyssey (2026) | หมายเหตุประเพทไทย [Live]
2026/08/17
หมายเหตุประเพทไทย (Live) สัปดาห์นี้ ภาวิน มาลัยวงศ์ และ ประภาภูมิ เอี่ยมสม ชวนคุยหลังชมภาพยนตร์ The Odyssey (2026) ผลงานกำกับของคริสโตเฟอร์ โนแลน ซึ่งดัดแปลงจาก Odyssey มหากาพย์กรีกโบราณของโฮเมอร์ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดเรื่องราวการเดินทางกลับบ้านของ Odysseus หลังสงครามกรุงทรอยจึงยังสามารถนำกลับมาเล่าและเชื่อมโยงกับโลกปัจจุบันได้ จากประเด็นเรื่อง ชาตินิยม ภาษา และความภาคภูมิใจในอารยธรรมของตนเอง ผ่านการเดินทางของกองทัพ Odysseus ตั้งแต่การพบชาว Cicones ที่ Ismarus ซึ่งกองทัพต้องอาศัยล่ามในการสื่อสาร ไปจนถึงการเผชิญหน้ากับ Polyphemus ยักษ์ตาเดียวที่เหล่าทหารทึกทักว่าไม่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ ก่อนจะพบว่าความคิดดังกล่าวผิดไป หนังจึงพาไปสู่คำถามเรื่องการมอง “คนอื่น” ว่าด้อยกว่าตน ความเย่อหยิ่งจากชัยชนะ และราคาที่ผู้ชนะต้องจ่ายเมื่อการฝ่าฝืนกฎระเบียบเพื่อผลประโยชน์ของตนนำมาซึ่งความรู้สึกผิดและความโดดเดี่ยว อีกประเด็นคือ "xenia" หรือกฎศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยการต้อนรับแขกแปลกหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบสังคมกรีกโบราณ รายการย้อนกลับไปพิจารณากลยุทธ์ ม้าไม้กรุงทรอย ของ Odysseus ตั้งแต่รูปลักษณ์ของม้าไม้ในฉบับของโนแลน ไปจนถึงสภาพอึดอัดของเหล่าทหารที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน ก่อนเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของ Odysseus และผลที่ตามมา ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน เขาพยายามรักษาชีวิตไพร่พล รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจร่วมกัน กระทั่งกลับถึงอิธากาและต้องเผชิญกับเหล่าชายที่เข้ามาหมายปองภรรยาและยึดครองบ้านของเขา ทำให้คำถามเรื่องการปฏิบัติตามกฎ การละเมิดพันธกรณี และการเคารพซึ่งกันและกันกลับมาอีกครั้ง ส่วนประเด็นภาพแทนของผู้หญิง ชวนเปรียบเทียบ Penelope, Calypso และ Circe ในภาพยนตร์กับมหากาพย์ดั้งเดิม โดยในมหากาพย์ Penelope เป็นหญิงชั้นสูงที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบและข้อจำกัดในวัง ขณะที่ Calypso และ Circe เป็นผู้หญิงที่มีอิสระและใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่ในฉบับของโนแลน บทบาทของ Calypso และ Circe ถูกตีความใหม่ ขณะที่ Penelope ได้รับพื้นที่มากขึ้นในฐานะราชินีผู้บริหารอิธากามานานนับสิบปี และพยายามรักษาอำนาจของตนท่ามกลางข้อจำกัดและเหล่าชายที่ต้องการครอบครองบัลลังก์ พร้อมทิ้งคำถามถึงการสร้างพลังให้ตัวละครหญิง เมื่อความขัดแย้งระหว่างผู้หญิงด้วยกันเองยังถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า ติดตามการสนทนาหลังชม The Odyssey (2026) ตั้งแต่ชาตินิยม ภาษาและอารยธรรม กฎ xenia (กฎศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยการต้อนรับแขกและคนแปลกหน้า) การตัดสินใจและภาวะผู้นำ ไปจนถึงภาพแทนของผู้หญิง ได้ในรายการ #หมายเหตุประเพทไทย #TheOdyssey

Podcast reviews

Read Prachatai Podcast podcast reviews


5 out of 5
1 reviews

Podcast sponsorship advertising

Start advertising on Prachatai Podcast relevant audience podcasts


What do you want to promote?