
Advertise on podcast: Digipedia Podcast
This podcast has
16 episodes
Language
ThaiPublisher
Digipedia StudioExplicit
No
Date created
2020/08/08
Latest episode
2021/10/06
Average duration
28 min.
Release period
37 days
Description
Podcast ที่จะพาคุณไปรู้ ไปเข้าใจ insight ของ digital media อย่างเจาะลึก โดย 2 ผู้เชี่ยวชาญแห่งวงการโฆษณา
Unlock Digipedia Podcast podcast Email contact info,
Listeners & Audience details
Email contact information
Direct podcast contact details

Listeners
Audience numbers & engagement insights

Audience details
Podcast Insights

Podcast episodes
Check latest episodes from Digipedia Podcast podcast
EP.16 - Attribution Model คืออะไร?
2021/10/06
Episode ที่สิบหกของ Digipedia Podcast จะพาคุณมาลงลึกไปอีกขั้นกับการวัดผลและให้เครดิตโฆษณาออนไลน์ โดยการไปรู้จักกฏเกณฑ์การให้คะแนนโฆษณาออนไลน์ที่รู้จักกันในชื่อ Attribution Model
กฏของการให้คะแนนโฆษณาออนไลน์ที่หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินนั่นก็คือ Attribution Model นั่นเอง โดยปกติแล้วด้วยความที่ Consumer ทุกวันนี้อาจจะผ่าน Media หลาย ๆ Touchpoints ก่อนที่เค้าจะ Convert หรือซื้อของบนเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่นผู้บริโภค อาจจะเห็นโฆษณาบน YouTube หนึ่งครั้ง คลิกโฆษณาแบนเนอร์หนึ่งครั้ง สุดท้ายมาทำการ Search หาข้อมูลเพิ่มเติมและซื้อของบนเว็บไซต์เป็นต้น จะสังเกตุได้ว่าโฆษณาทั้ง 3 Touchpoints ล้วนเป็นส่วนหนึ่งใน Purchasing Journey ของผู้บริโภคทั้งสิ้น กฏการให้คะแนนอย่าง Attribution Model จึงเข้ามามีบทบาทในการเครดิต Conversion ให้กับ Media ต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้ว Attribution Model ที่รู้จักและใช้กันบ่อย ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 5 แบบด้วยกัน
Last Click Attribution คือการให้คะแนนหรือเครดิตให้กับ Media touchpoint สุดท้ายก่อนการ Convert หรือซื้อของ ยกตัวอย่างเช่น คลิก GDN Banner บนเว็บไซต์ > ผู้บริโภคเห็นโฆษณาบน YouTube > คลิกโฆษณาบน Facebook > ทำการเสิร์ช คลิกโฆษณา > ซื้อของ ในกรณีนี้ Last touchpoint อย่างเสิร์ชก็จะได้เครดิตไปเต็ม ๆ 1 Conversion
First Click Attribution คือการให้คะแนนหรือเครดิตให้กับ Media touchpoint แรกของ Consumer Journey ยกตัวอย่างอีกครั้งถ้าหาก คลิก GDN Banner บนเว็บไซต์ > ผู้บริโภคเห็นโฆษณาบน YouTube > คลิกโฆษณาบน Facebook > ทำการเสิร์ช คลิกโฆษณา > ซื้อของ ในกรณีนี้ First touchpoint อย่าง GDN ก็จะได้เครดิตไปเต็ม ๆ 1 Conversion
Linear Attribution คือการให้คะแนนหรือเครดิตกับทุก ๆ Media touchpoints อย่างเท่าเทียมกันทั้ง Journey โดยการเอา Conversion มาหารจำนวนของ touchpoints แล้วให้คะแนนทุก ๆ touchpoint เท่าเทียมกัน
Position-Based จะเป็นการให้คะแนน Touchpoint แรกกับ Touchpoint สุดท้ายเท่าเทียมกันที่ Touchpoint ละ 40% ส่วนคะแนนที่เหลือจะหารเฉลี่
EP.15 - Conversion 1+1 ไม่เท่ากับ 2?
2021/07/30
Episode ที่สิบห้าของ Digipedia Podcast ยังคงอยู่กับเรื่องของการวัดผลและให้เครดิตโฆษณาออนไลน์ต่าง ๆ ของแพลตฟอร์มที่เป็นผลสืบเนื่องมาจาก Attribution Window ใน Episode ก่อน ๆ
เรามาดูกันว่าตัวเลขที่ Report บน Dashboard แพลตฟอร์มต่าง ๆ นั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน
เริ่มกันจากคำถามว่า Conversion ที่รีพอร์ทออกมาบนแต่ละแพลตฟอร์มนั้นเป็นเรื่องจริงมากน้อยแค่ไหน? ผมก็อยากจะขอให้เริ่มคิดจากมุมมองของแต่ละแพลตฟอร์มที่เราใช้งานดูก่อน แน่นอนที่แต่ละแพลตฟอร์มย่อมต้องให้เครดิตตัวเองว่าก่อให้เกิด Conversion ถ้าผู้บริโภคได้เข้ามา Interact กับโฆษณาของแพลตฟอร์มนั้น ๆ ในช่วงเวลา Conversion Window ที่กำหนด มาถึงจุดนี้ก็พอจะทำให้เห็นภาพแล้วว่าถ้าเรารันมีเดียบนหลาย ๆ แพลตฟอร์มและ Journey ของผู้บริโภคผ่านมีเดีย Touchpoint ต่าง ๆ ที่เราทำโฆษณาไปเรื่อย ๆ จนไปเกิด Conversion ทุกแพลตฟอร์มก็มีสิทธิ์ที่จะให้เครดิตว่าตัวเองก็มีส่วนทำให้เกิด Conversion นี้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นผู้บริโภคคลิกโฆษณา Facebook หนึ่งครั้งแต่ยังไม่ Convert และไปคลิกโฆษณาแบนเนอร์ GDN อีกหนึ่งครั้งและยังคงไม่ Convert สุดท้ายก็ไปคลิกโฆษณา Paid Search และสุดท้ายก็ Convert ในเคสนี้หาก Journey ของผู้บริโภคคนนี้อยู่ยังอยู่ใน Period ของ Conversion Window ที่ทั้งสามแพลตฟอร์มกำหนด แต่ละแพลตฟอร์มก็จะรีพอร์ท Conversion กลับไปให้โฆษณาตัวเองคนละหนึ่ง Conversion ซึ่งถ้าเราเอาตัวเลขนี้มารีพอร์ทแยกกันก็จะบวกกันได้ 3 Conversion ใช่มั้ยครับ แต่ Conversion ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในระบบหลังบ้านกลับมีเพียงแค่ Conversion เดียว
เพราะฉะนั้นตัวเลข Conversion รีพอร์ทบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เลขที่ผิด หากแต่เป็นเลขที่ถูกรีพอร์ทแยกกันอย่างชัดเจนตามมุมมองของแพลตฟอร์มนั้น ๆ นั่นเอง เพราะฉะนั้น 1 Conversion ของแพลตฟอร์มหนึ่งบวกกับอีก 1 Conversion ของอีกแพลตฟ
EP.14 - คลายความสงสัย Attribution Window
2021/07/06
Episode ที่สิบสี่ของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปทำความเข้าใจกับการวัดผลและการให้เครดิตบนแพลตฟอร์มของโฆษณาออนไลน์เบื้องต้นว่าเบื้องหลังของระบบเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
Attribution Window คืออะไร?
Attribution Window หรือที่หลาย ๆ คนอาจจะรู้จักกันในชื่อของ Conversion Window นั้นจริง ๆ คือ Period หรือ ระยะเวลาที่ Platform โฆษณาต่าง ๆ จะสามารถเคลมว่า Click หรือ Impression นั้น ๆ ที่เกิดขึ้นบน Platform ของตนเองนำไปสู่การเกิดการซื้อขาย หรือ Action ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ได้
ถ้ามองในมุมมองของ Platform โฆษณาออนไลน์ต่าง ๆ เปรียบเทียบกับการโฆษณาแบบ Traditional Advertising อย่างบิลบอร์ด Out-of-Home (OOH) หรือ Magazine ต่าง ๆ ก็จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมโดยทั่วไปของผู้บริโภคที่มีต่อโฆษณาแบบ Traditional Advertising นั้นอาจจะไม่ใช่ Action ที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากเห็นโฆษณาเสมอไป เหมือนเราขับผ่านป้ายบิลบอร์ดของแบรนด์ ๆ หนึ่งแล้วอาจจะจำแบรนด์หรือสินค้านั้น ๆ ในโฆษณาได้ อาจจะเกิด Brand Recognition หรือ Consideration ในตัว Product นั้น ๆ ณ ตอนนั้น แต่ก็อาจจะไม่ได้เกิดการซื้อขายขึ้นทันทีหลังเห็นโฆษณา แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าโฆษณาก็มีส่วนทำให้เรา Consider Product ตัวนั้น ๆ ไม่มากก็น้อยและอาจจะนำไปสู่การซื้อสินค้าเหล่านั้นจริง ๆ ในโอกาสที่เหมาะสมต่อมา
เพราะฉะนั้น Logic นี้ก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นเดียวกันบนโฆษณาออนไลน์ต่าง ๆ ไม่ต่างจาก Traditional Advertising ผู้บริโภคบางคนอาจจะเห็นหรือคลิกโฆษณาของเราบนเว็บไซต์หรือ Facebook Instagram ต่าง ๆ แต่อาจจะยังไม่ได้ทำการเข้าเว็บไซต์ไปซื้อสินค้าทันที แต่อาจจะซื้อเมื่อมีโอกาสเหมาะสมในภายหลัง เพราะฉะนั้นการให้เครดิตโฆษณาตัวนั้น ๆ ว่าก่อให้เกิดการซื้อขายหรือ Conversion ต่าง ๆ ถ้าจะมองให้แฟร์ก็ควรที่จะมี Attribution Window มาเป็นตัวกำหนดการให้เครดิตโฆษณา เพราะเราก็ต้องยอมรับว่าผู้บริโภคก็มีพฤ
EP.13 - ผลกระทบของ iOS 14 กับ Facebook App Campaign
2021/03/12
Episode ที่สิบสามของ Digipedia Podcast ยังอยู่กับประเด็นร้อนแรงในวงการ Digital Advertising กับการมาของ iOS 14 Update ล่าสุดจาก Apple ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงในการทำโฆษณาบน Platform ต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังจาก Apple ได้ประกาศว่า iOS 14 Update ล่าสุดนั้นจะมีการเพิ่มมาตรการความเป็นส่วนตัวของดาต้าผู้ใช้งานมาให้ User ได้เลือกเองว่าผู้ใช้งานจะยินยอมให้ Application ต่าง ๆ สามารถเก็บข้อมูลของตนเองไปใช้ในเชิงธุรกิจและการทำโฆษณาได้หรือไม่หรือที่เรียกกันว่า App Tracking Transparency Framework (ATT) แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงกับการทำ Digital Marketing บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างแน่นอน
วันนี้เราจะนำข้อมูลอัพเดทเบื้องต้นจาก Facebook ในเรื่องของผลกระทบของ ATT ต่อการทำแคมเปญ App Conversion มาแชร์ให้ฟังกัน
__
แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh
วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin
Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp
Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594
Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u
YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg
Website: https://digipedia.studio/
EP.12 - ผลกระทบของ iOS 14 กับ Facebook Website Conversions
2021/02/10
Episode ที่สิบสองของ Digipedia Podcast มาพร้อมกับประเด็นร้อนแรงในวงการ Digital Advertising กับการมาของ iOS 14 Update ล่าสุดจาก Apple ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงในการทำโฆษณาบน Platform ต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังจาก Apple ได้ประกาศว่า iOS 14 Update ล่าสุดนั้นจะมีการเพิ่มมาตรการความเป็นส่วนตัวของดาต้าผู้ใช้งานมาให้ User ได้เลือกเองว่าผู้ใช้งานจะยินยอมให้ Application ต่าง ๆ สามารถเก็บข้อมูลของตนเองไปใช้ในเชิงธุรกิจและการทำโฆษณาได้หรือไม่หรือที่เรียกกันว่า App Tracking Transparency Framework (ATT) แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงกับการทำ Digital Marketing บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่างแน่นอน
วันนี้เราจะนำข้อมูลอัพเดทเบื้องต้นจาก Facebook ในเรื่องของผลกระทบของ ATT ต่อการทำแคมเปญ Website Conversion มาแชร์ให้ฟังกัน
__
แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin
Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594 Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u
YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg
Website: https://digipedia.studio/
EP.11 - Targeting & Creative อะไรสำคัญกว่ากัน?
2021/01/20
Episode ที่สิบเอ็ดของ Digipedia Podcast จะมาถกเถียงกันในปัญหาโลกแตกที่นักการตลาดออนไลน์ต้องเจอ Targeting หรือ Creative อะไรเป็นปัจจัยสำคัญกว่ากันที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมของแคมเปญโฆษณา
ถ้าพูดถึงปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ Performance ของแคมเปญโฆษณาออนไลน์แล้ว เราคงนึกออกไม่กี่ Factor เป็นอย่างแรกไม่ว่าจะเป็น Campaign Objective, Budget และ Bidding Strategy และอีกสองส่วนสำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ Targeting และ Creative ซึ่งก็คือการคำนึงถึงว่าสิ่งที่เราต้องการจะสื่อเราต้องการจะพูดคุยกับคนกลุ่มไหน และ เราต้องการที่จะพูดอะไรออกไปนั่นเอง
วันนี้เราจะมาถกเถียงกันในมุมของ 2 Element หลักของการโฆษณาออนไลน์ว่าการ Targeting หรือ Creative นั้น Factor ไหนมีความสำคัญต่อผลลัพธ์ของการโฆษณาออนไลน์ (Campaign Performance) มากกว่ากัน
__
แซม อธิราช หุตะสิงห์ / Sam Athirach Hutasingh
วิว อริญชย์ ภุมรินทร์ / View Arin Phummarin
Spotify: https://open.spotify.com/show/0GXiudAU3dme7U7nOmf1vp
Apple Podcasts: https://podcasts.apple.com/th/podcast/digipedia-podcast/id1526963594
Pocket Casts: https://pca.st/3vknh01u
YouTube: https://www.youtube.com/channel/UC4ze_IMMzsEPhnhTu8uzwVg
Website: https://digipedia.studio/
EP.10 - แกะรหัสลับ Search Terms Report
2020/11/14
Episode ที่สิบของ Digipedia Podcast ยังอยู่กับ Paid Search Platform ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกกันในเรื่องของ Search Terms Report ว่ามันสำคัญยังไง และมันช่วย Drive Cost Efficiency ได้อย่างไรบ้างในมุมของ Digital Marketing
— ความแตกต่างระหว่าง Keyword กับ Search Term
ก่อนที่จะไปรู้จักกับ Search Terms Report ว่ามีความสำคัญอย่างไรเรามาดูกันก่อนว่า "Keyword" กับ "Search Term" นั้นแตกต่างกันอย่างไร Keyword คือคำที่นักการตลาดหรือผู้ลงโฆษณาซื้อไว้เพื่อทาร์เก็ทและโชว์โฆษณาให้คนที่เสิร์ชคำเหล่านี้เข้ามา ส่วน Search Term คือคำที่ผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายใช้ในการเสิร์ชจริง ๆ เวลาค้นหา หรือคำที่เค้าพิมพ์ลงไปจริง ๆ บน Google Search Box นั่นเอง
— Search Terms Report คืออะไร
Feature หนึ่งใน Google Ads ที่ช่วยทำให้เราเห็นคำที่ User Search เข้ามาและ Trigger โฆษณาของเราให้แสดงผล ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูราย Keyword ที่เราซื้อได้เลยว่ากลุ่มเป้าหมายเสิร์ชคำว่าอะไรเข้ามาแล้ว Trigger Keyword คำไหนที่เราซื้อไว้และทำให้โฆษณาแสดงผลบ้าง
— เวลาดู Performance รีพอร์ทควรดูที่ Search Terms หรือ Keywords Report
อย่างที่ได้อธิบายไปข้างต้น การซื้อ Keywords ต่าง ๆ ในมุมมองของนักการตลาดเป็นการคาดเดาว่ากลุ่มเป้าหมายจะเสิร์ชคำว่าอะไรเพื่อค้นหาเกี่ยวกับโปรดักของเราเท่านั้น แต่การดู Search Terms Report นั้นเป็นการดูจากความเป็นจริงว่ากลุ่มเป้าหมายเวลาเค้าหาโปรดักของเราเค้าใช้คำว่าอะไรหรือใช้ Phrase อะไร เพราะฉะนั้นการดู Search Terms Report จะทำให้เราวิเคราะห์พฤติกรรมการเสิร์ชของกลุ่มเป้าหมายของเราได้ลึกกว่าและสะท้อนภาพความเป็นจริงมากกว่านั่นเอง
— Search Terms Report ช่วยอะไรเราในการ Optimization ได้บ้าง
- ช่วยทำให้เราเห็นว่าคำที่ผู้คนเสิร์ชเข้ามาเพื่อค้นหาเกี่ยวกับโปรดักหรือ Service ของเราเค้าเสิร์ชเค้ามาดูคำหรือ Phrase อะไรบ้างทำให้เราได้ Keyword ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อทำให้เราซื้อ Key
EP.9 - Bidding Strategy บน Google Search มีอะไรบ้าง?
2020/10/23
Episode ที่เก้าของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปลงลึกเรื่อง Bidding Strategy บน Google Search Platform ว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างช่วยตอบโจทย์แคมเปญในแต่ละแบบยังไง
Manual Bidding Strategy
— Manual CPC
Manual CPC ถือเป็น Manual Bidding Strategy แบบครบวงจรที่จะทำให้เราสามารถควบคุมและตั้งราคาที่เรายอมจ่ายต่อคลิกหรือ Max CPC ได้ทั้งบนเลเวล Ad Group หรือ เลเวล Keyword เลยก็ทำได้ ซึ่งข้อดีของ Bidding Strategy ประเภทนี้คือการที่เราสามารถควบคุมและปรับเปลี่ยนเพดานราคาที่เรายอมจ่ายได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา ส่วนข้อเสียก็ยังเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถใช้ Signal ต่าง ๆ ที่ระบบมองเห็นมาช่วยเราในการ Optimize ได้ อีกทั้งการปรับ Manual CPC ขึ้นลงต้องใช้เวลาและความใส่ใจในการสังเกต Performance Data อยู่บ่อย ๆ เพื่อทำให้เราปรับ Bid ขึ้นลงและทำให้แคมเปญของเรามีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง
Semi-Auto Bidding Strategy
— Enhanced CPC
เป็น Bidding Strategy ที่เราสามารถปรับเปลี่ยน Bid ขึ้นลงได้เหมือน Manual CPC ทุกอย่าง สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็จะเป็นเรื่องของการที่ระบบจะมาช่วยเราปรับบิดเพิ่มขึ้นหรือลดลงตาม Signal ต่าง ๆ ที่ระบบเห็นว่า Auction นั้น ๆ จะมีโอกาสก่อให้เกิด Conversion มากน้อยเพียงใด ซึ่งการใช้ Enhanced CPC ต้องมีการติด Conversion Tracking เพิ่มเติมเพื่อวัดผล Conversion บนเว็บไซต์ก่อนนั่นเอง
Automated Bidding Strategies
— Maximize Clicks
เป็น Automated Bidding ที่ระบบจะพยายามปรับบิดขึ้นลงให้เองเพื่อให้เราได้ Cost per Click ที่ถูกที่สุด หรือเป็นการ Bring Traffic เข้ามาบน Website ของเราให้ได้มากที่สุดนั่นเอง ข้อดีของ Maximize Clicks คือ เราไม่ต้องมานั่งปรับ Bid ของแต่ละ Keyword หรือ Ad Group เองแบบ Manual CPC ระบบจะพยายามปรับบิดขึ้นลงให้เองโดยยึดเป้าหมายหลักคือการทำให้ได้คลิกมากที่สุด
— Maximize Conversions
Maximize Conversions ระบบจะปรับบิดขึ้นลงจาก Signal ที่ระบบเห็นว่า Auction ไหนมีโอกาสก่อให้เกิด Conversion บ้างและพยายามจะหา Conversion ให้กับ Campaign นั้น ๆ ให้ได้มากที่
EP.8 - ถึงเวลาลงมือ! เริ่มต้นยิงโฆษณา Search ตอนที่ 1
2020/09/29
Episode ที่แปดของ Digipedia Podcast จะพาคุณเริ่มลงสนามฟุตบอลจริงกับโฆษณา Search โดยการอธิบายถึง Campaign Structure เบื้องต้นที่ต้องเข้าใจก่อนการลงมือเซ็ตอัพ
Google Ads คืออะไร?
Google Ads เป็นชื่อของแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อผู้ใช้งานทั่วไปเพื่อการลงโฆษณาในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของ Google ไม่ว่าจะเป็น Google Search, YouTube, Google Display Network, Google Universal App Campaign, Gmail Ad หรือ Google Shopping Campaign ซึ่งผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้ามาลงโฆษณาและเซ็ตแคมเปญประเภทต่าง ๆ ได้บน Google Ads แพลตฟอร์มที่เดียว
Search Campaign Structure
ก่อนที่เราจะลงมือเซ็ตแคมเปญ Search เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า Campaign Search Ad มีโครงสร้างอย่างไรบ้าง ซึ่ง Google Search Campaign มี Structure แบ่งออกได้เป็น 3 เลเวลหลัก ๆ
- Campaign Level
Campaign Level จะเป็นเลเวลหลักของ Search Campaign โดยการเซ็ต Daily Budget, Location, ภาษา และ Bidding Strategy จะต้องเซ็ตอัพบนเลเวลนี้ เพราะฉะนั้นการวางโครงในการเซ็ตแคมเปญจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราต้องกำหนดว่ากลุ่มคีเวิร์ดหรือโฆษณาที่อยู่ในแคมเปญนี้จะต้องใช้เงินร่วมกันวันละเท่าไหร่ และเรามี Goal อะไรสำหรับกลุ่มคีเวิร์ดและโฆษณากลุ่มนี้ เพื่อนำไปเลือก Bidding Strategy ที่เหมาะสมกับ Goal ของเรา ตามปกติแล้วสำหรับผู้เริ่มต้นทำโฆษณา Search แคมเปญอาจจะแบ่งตามประเภทสินค้าที่เรามีบนเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่นเราทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า แคมเปญหนึ่งอาจจะเป็นแคมเปญสำหรับเสื้อ อีกแคมเปญหนึ่งสำหรับกางเกงเป็นต้น หรือการแบ่งแคมเปญอาจจะแบ่งตามประเภทของกลุ่มคีเวิร์ดนั้น ๆ อย่างเช่น Brand Campaign, Generic Campaign หรือ Competitor Campaign เป็นต้น อย่างไรก็ตามการแบ่งแคมเปญควรคำนึงถึง Goal หลัก และความเกี่ยวข้องของกลุ่มคีเวิร์ดเป็นสำคัญ และควรที่จะมีการวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อให้ง่ายต่อการ Optimize แคมเปญในอนาคต
- Ad Group Level
เลเวลที่สองคือ Ad group เลเวลซึ่งแต่ละ Ad group ก็จะมีคี
EP.7 - อ่านให้ขาด! Data จากแคมเปญบอกอะไรเราบ้าง?
2020/09/11
Episode ที่เจ็ดของ Digipedia Podcast จะพาคุณรู้ในสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการอ่าน Data ของแคมเปญโฆษณาออนไลน์เบื้องต้น
มองให้ลึกถึงจุดที่กระทบกับ Campaign Performance ที่สุดก่อนเสมอ
การอ่านและวิเคราะห์ Data ผิดจุดอาจจะทำให้การ Optimize แคมเปญผิดเพี้ยนไปได้ การอ่าน Data เบื้องต้นมักจะเริ่มจากปัญหาและการตั้งคำถามก่อนเช่น เรามีแคมเปญที่มี Objective เพื่อการ Drive Traffic เข้าเว็บไซต์ของเราให้ได้เยอะที่สุดแล้วปรากฏว่า CPC ของเราแพงเกินจากแพลนที่วางไว้ เราอาจจะต้องหยิบ Metrics ต่าง ๆ ออกมากางดูเพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาจริง ๆ นอกจากนี้การที่แคมเปญ Performance ออกมาไม่เป็นไปตามที่เราแพลนไว้ เราอาจจะต้องเข้าไปดูกลุ่ม Target หรือโฆษณาที่ใช้เงินมากที่สุดก่อนว่า Perform เป็นยังไงเพราะกลุ่ม Target หรือโฆษณาที่ได้ใช้เงินที่สุดย่อมเป็นตัวบ่งชี้ Performance ภาพรวมของแคมเปญ เพราะฉะนั้นการมอง Data เมื่อแคมเปญเกิดปัญหาขึ้นจึงควรมองให้ลึกถึงส่วนที่กระทบกับ Campaign Performance ที่สุดจริง ๆ และต้องตั้งคำถามและสมมุติฐานกับ Data ที่มีอยู่เสมอ
Sample Size เป็นเรื่องสำคัญ!
การวิเคราะห์ Data และหาต้นตอของปัญหาในแคมเปญนั้น ๆ มีอีกสิ่งหนึ่งที่จะมองข้ามไม่ได้เลยนั่นก็คือขนาด Sample Size ของ Data ที่เราจะเอามาวิเคราะห์นั่นเอง การตัดสินว่าแคมเปญนี้หรือกลุ่มเป้าหมายนี้ไม่มีประสิทธิภาพและควรปิดแคมเปญไปเวลาที่ Data มี Sample Size น้อย อาจจะเป็นการด่วนตัดสินใจไปหน่อย เพราะระบบเองก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้สักช่วงเวลาหนึ่งกว่าที่จะได้ผลลัพธ์ที่มากพอเพื่อ Optimize แคมเปญของเราให้มีประสิทธิภาพ การที่เราด่วนตัดสินใจและปิดแคมเปญไปทั้ง ๆ ที่ยังได้ Sample Size ไม่เพียงพอให้เราวิเคราะห์ อาจจะเป็นการตัดโอกาสตัวเองก็เป็นได้
หยิบทุก Metric ขึ้นมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุ
EP.6 - Optimize แคมเปญง่าย ๆ ด้วย 3 วิธีนี้!
2020/09/06
Episode ที่หกของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปเข้าใจหลักการ Optimization เบื้องต้นด้วย 3 วิธีง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้
การ Optimize แคมเปญคืออะไร แล้วมันสำคัญยังไง?
อย่างที่ได้กล่าวไปใน Episode ก่อนหน้านี้ การทำแคมเปญโฆษณาออนไลน์อิงอยู่กับการประมูล (Auction) เป็นหลัก ซึ่งแน่นอนหมายถึงการแข่งขันในการแสดงโฆษณาของเราให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการย่อมเกิดขึ้นตลอดเวลา คู่แข่งก็มีเข้าออกในตลาดและการประมูลได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ได้ตรงกับแพลนแคมเปญโฆษณาออนไลน์ที่เราวางไว้ในตอนแรกเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง Cost หรือ Result Rate ต่าง ๆ การ Optimize จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้แคมเปญของเราได้ผลลัพธ์ตามแพลนที่เราวางไว้
1. การ Bidding หรือเปลี่ยนแปลงราคาการประมูล
วิธีแรกเป็นวิธีที่ถือว่าเบสิกและรวดเร็วที่สุดในการปรับเปลี่ยน หรือ Optimize Campaign ของเราให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ในทันที ถ้ายังจำกันได้ การทำโฆษณาออนไลน์คือการที่นักโฆษณาหลาย ๆ คนมายกป้ายชูราคาประมูลกันในระบบเพื่อหาผู้ชนะที่จะทำให้โฆษณาได้ไปแสดงผลบนหน้าจอของกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกไว้ ยกตัวอย่างเช่นตอนแรกเราอาจจะชูป้ายราคาไว้ที่ CPM ละ 60 บาท (ใส่เงินลงไปในระบบเพื่อบอกว่าเราเต็มใจจะจ่ายเงินเมื่อโฆษณาของเราได้แสดงผล 1,000 ครั้ง ที่ 60 บาท) แต่หากเราพบว่าจริง ๆ แล้วผลลัพธ์ที่เราได้จากระบบ CPM เหลือเพียง 50 บาท เราอาจจะทำการเปลี่ยนแปลงราคาที่เรายอมจ่ายในระบบให้เหลือ 50 บาทดู เราอาจจะมีโอกาศได้ราคา CPM ที่ถูกลงได้
2. การปิดแคมเปญ กลุ่มเป้าหมาย หรือ โฆษณาที่มีราคาแพงหรือมี Performance ที่ไม่ดี
วิธีที่สองเป็นอีกวิธีนึงที่สามารถทำได้ง่ายมาก ๆ และทำได้ทันทีเช่นเดียวกัน นั่นก็คือก
EP.5 - อยากหาอะไรก็ Search? โฆษณาบน Google Search ต้องรู้อะไรก่อน?
2020/08/28
Episode ที่ห้าของ Digipedia Podcast จะพาคุณไปเตรียมตัวให้พร้อมกับ สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำโฆษณาบน Google Search ซึ่งถือเป็น Platform หลักที่เล่นกับ Intent ของผู้บริโภคได้โดยตรงและแม่นยำ
โฆษณา Google Search คืออะไรและเหมาะกับธุรกิจประเภทไหน
Google Search Ads ถือเป็นโฆษณาที่ทรงพลังและเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจทุกประเภท ถ้าเรามองดูพฤติกรรมการของผู้บริโภคในยุคนี้ดี ๆ แล้ว ผู้บริโภคจะ Search เมื่อเค้ามีความต้องการหรือมี Demand อะไรสักอย่าง หากจะบอกว่าธุรกิจประเภทไหนเหมาะกับ Google Search บ้าง ก็ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วธุรกิจทุกรูปแบบก็เหมาะกับ Google Search ในแง่มุมที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น Service Business ต่าง ๆ อย่างเช่นช่างซ่อมกุญแจ รถลาก หรือแม้กระทั่ง เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ หรือสินค้าที่ไม่ต้องการทำ Branding (สินค้าที่มีคู่แข่งเยอะและตัวสินค้าเหมือน ๆ กัน)
แล้ว Organic Search กับ Search Ads ต่างกันอย่างไร?
สิ่งที่แตกต่างกันและเห็นได้ชัดอย่างแรกระหว่าง Organic Search กับการทำ Google Search Ads นั้นคือความรวดเร็ว ซึ่งการที่เราจะทำเว็บไซต์ของเราให้ติด Ranking สูง ๆ บน Search Result โดยการทำ SEO นั้นอาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี ในขณะที่ถ้าเราซื้อ Google Search Ads เราสามารถโชว์โฆษณาของเราเหนือ Organic Search Result ได้ทันที ส่วนที่สองที่ Google Search Ads ได้เปรียบ Organic Search Result ก็คือ การที่เราสามารถปรับเปลี่ยนข้อความที่เราต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคได้ในทันที ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถโชว์ข้อความว่าขณะนี้แบรนด์เรามีโปรโมชั่นอยู่เพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใน Website ของเรา
หัวใจของ Google Search Ads ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดคืออะไร?
ถ้ามาพูดถึงเรื่องหัวใจสำคัญที่สุดใน Google Search Ads คงหนีไม่พ้นเรื่อง Keyword ซึ่งถือเป็น การ Targeting บน Search Ads ซึ่งสิ่งนี้เราต้องคิดก่อนว่าถ้าเราเป็นผู้บริโภคเราจะ Search คำว่าอ
Podcast reviews
Read Digipedia Podcast podcast reviews
Podcast sponsorship advertising
Start advertising on Digipedia Podcast relevant audience podcasts
You may also like to advertise on these Podcasts

4.4371061566
The Megyn Kelly Show
SiriusXM

4.888901269
Fearless with Jason Whitlock
Blaze Podcast Network

4.8118931000
Mind Pump: Raw Fitness Truth
Sal Di Stefano, Adam Schafer, Justin Andrews, Doug Egge

4.8102131585
Tara Brach
Tara Brach

4.541561215
Something You Should Know
Mike Carruthers | OmniCast Media

4.513841343
Strictly Anonymous Confessions
Kathy Kay

4.8292781897
Fantasy Footballers - Fantasy Football Podcast
Fantasy Football

4.62382612
Football Weekly
The Guardian

4.45387666
Two Judgey Girls
Two Judgey Girls

3.8258501152
The Viall Files
Nick Viall