Check latest episodes from Soul Food Podcasts podcast
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่209) คนใจเย็นที่มีปัญญา!
2026/10/25
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่209)
คนใจเย็นที่มีปัญญา!
“บุคคลที่ยับยั้งถ้อยคำของเขาเป็นคนมีความรู้
และบุคคลผู้มีจิตใจเยือกเย็นเป็นคนมีความเข้าใจ”
~สุภาษิต 17:27 THSV11
“He who restrains his words has knowledge,
and he who has a cool spirit is a man of
understanding.”
~Proverbs 17:27 RSV
คนมีปัญญาและมีความรู้ คือคนที่
รู้จักยับยั้งควบคุมคำพูดและการกระทำ และรู้จักยับยั้งควบคุมจิตใจของตนเอง การมีความรู้และมีปัญญา…
ไม่ได้วัดจากการที่เราแสดงความรู้ พูดเก่งหรือพูดโต้ตอบได้มาก หรือทำอะไรได้รวดเร็ว แต่วัดจากการที่เรารู้ว่า
-เราควรพูด หรือทำอะไร?
~เราควรพูดหรือทำสิ่งนั้น เมื่อใด ที่ไหน? และ
~เราควรพูดหรือทำอย่างไรที่เหมาะสมที่สุด?
ดังนั้น ขอให้เราเป็นคนที่
มี”สติปัญญา“ที่รู้จัก“ยับยั้งถ้อยคำ” หรือ รู้จัก“ชั่งน้ำหนักก่อนพูด หรือกระทำสิ่งใด” อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ให้เงียบอยู่ตลอดเวลาหรือไม่กล้าพูด
แต่ รู้ว่าควรพูด หรือทำอะไร เมื่อไร และอย่างไร
จึงจะแสดงถึงวุฒิภาวะในการปฏิบัติตนของเราออกมา
มี“จิตใจเยือกเย็น” คือมีใจสงบ ไม่ถูกอารมณ์ร้อนครอบงำ ทำให้หงุดหงิดง่าย แต่มองสถานการณ์ได้ชัดด้วยความเข้าใจตนเองและผู้อื่นมากขึ้น
ใช่ครับ คนมีปัญญาที่ใจเย็นจะรู้จักยับยั้งควบคุมอารมณ์ คำพูด และ
พฤติกรรมของตนเองได้ดี และหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า
“อะไรที่ยุ่ง ค่อยๆแก้
อะไรที่แย่ ค่อยๆสะสาง
อะไรที่หนัก ค่อยๆวาง
อะไรที่ค้าง ค่อยๆเคลียร์!”
วันนี้
ขอให้เราเป็นคนมีปัญญาที่จิตใจเยือกเย็น
มีความรู้ความเข้าใจที่พร้อมทำตามคำแนะนำดังที่กล่าวมาข้างต้น
ดังคำกล่าวที่ว่า
“ความใจเย็นไม่ใช่การเงียบเพื่อเงียบ
แต่คือการให้ความเข้าใจได้มีเวลาพูด”
(Calmness is not silence for its own sake;
it is understanding given time to speak.)
…เห็นด้วยไหมครับ?
…………………………………
ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26ตุลาคม2026(ตอนที่ 209ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่202)
การแต่งงาน ที่มีความสุข!
“สามีพึงสัมพันธ์กับภรรยาตามควร
และภรรยาก็พึงสัมพันธ์กับสามีตามควรเช่นเดียวกัน”
~1 โครินธ์ 7:3 THSV11
“A man should fulfill his duty as a husband,
and a woman should fulfill her duty as a wife,
and each should satisfy the other's needs.”
~1 Corinthians 7:3 GNT
มีคำกล่าวเตือนสติไว้ว่า
“ชีวิตแต่งงานที่มีความสุข ไม่ใช่การได้แต่งงานกับคนที่สมบูรณ์แบบ
แต่คือการเรียนรู้ที่จะรักคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ ด้วยความรักแบบที่ไม่ยอมแพ้”
(A happy marriage is not about marrying a perfect person,
but about learning to love an imperfect person with a love that never gives up.)
ใช่ครับ “การแต่งงานหรือ การสมรสที่มีความสุข”
เป็นเรื่องของคนไม่สมบูรณ์แบบสองคน ที่
ตั้งเป้าตัดสินใจตั้งต้น ตั้งใจ และต่อสู้เพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมแพ้หรือถอดใจ
การแต่งงานที่มีความสุข มีลักษณะเป็นอย่างไร?
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนไม่สมบูรณ์2คนนั้นเรียนรู้ที่จะชื่นชมกับความเหมือนที่ทั้ง2มีร่วมกัน
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนทั้งสองคนยอมรับและให้เกียรติในความแตกต่างของกันและกัน ทั้ง
~ในเรื่องความเชื่อและความคิดเห็น
~ในเรื่องความเข้มแข็งและในความอ่อนแอ
โดยไม่กล่าวหรือแสดงการดูหมิ่นใดๆให้เห็นหรือให้รู้สึกเช่นนั้น
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนพร้อมจะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความรักจากกันและกัน
จนต่างก็พูดได้อย่างจริงใจว่า “
”ฉันเพิ่งรู้ว่าความรักคืออะไร …ก็เพราะคุณ!”
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนพร้อมจะมองข้ามความบกพร่องเล็กๆน้อยๆ
ในขณะที่ทั้งสองเดินร่วมทางชีวิตไปด้วยกัน
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนตั้งใจจะไม่ทำผิดต่อกัน
และถ้าพลาดพลั้งไป ก็จะรีบสารภาพและแก้ไขในทันที
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนตัดสินใจเป็นนักให้อภัยที่พร้อมให้อภัยแก่กันและกันตั้งแต่
1).ก่อนที่จะมีการกระทำผิดพลาดเกิดขึ้นด้วยซ้ำ หรือ
2).หลังจากที่ทีความผิดพลาดเกิดขึ้นมาแล้ว
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนรู้จักขอบคุณด้วยความซาบซึ้งกับความดีเด็กๆน้อยๆที่อีกฝ่ายทำให้
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนไม่ยอมปล่อยให้อดีตมาแทรกแซงปัจจุบันอันจะส่งผลกระทบต่ออนาคต
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนตระหนักว่าความสำเร็จของอีกคนหนึ่งสำคัญพอๆกับความสำเร็จของ
ตัวเอง และจะไม่เอาครอบครัวไปแลกกับความสำเร็จของตนเองเป็นอันขาด
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนเตือนตัวเองว่าความสุขของอีกคนหนึ่งสำคัญเหมือนกับความสุขของตัวเอง
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนพูดชมเชยหรือพูดดีๆเหมือนที่ต้องการให้อีกฝ่ายชมเชยและพูดจาดีๆต่อเรา
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนถือว่าความทุกข์องอีกคนหนึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเขาต้องร่วมแบ่งเบาในทันที
การแต่งงานที่มีความสุข|คือการที่คนสองคนพร้อมรับมือกับความทุกข์ยากลำบากและให้กำลังใจกันโดยไม่บ่นว่ากัน
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนเรียนรู้จักภาษารักของกันและตอบสนองได้ตรงตามที่ต่างต้องการจริงๆ
การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนพร้อมยอมสละละทิ้งทุกสิ่งเพื่อทะนุถนอมรักษากันและกันโดยไม่ทิ้งกัน
แต่จะเคียงข้างและเคียงคู่กัน จนถึงวันที่ลมหายใจสุดท้ายของตนหมดลง!
พี่น้องที่รัก
คนเราแต่งงานเพราะต้องการมีความสุข
ในทำนองเดียวกัน
คนเราหย่าร้าง ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน
นั่นคือเขาต้องการมีความสุข!
ดังนั้น ถ้าเราแต่งงานแล้ว
จงให้ความสุขแก่กันและกันตามที่ทั้งสองฝ่ายปรารถนา
ก่อนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะทนผิดหวังและทนความเจ็บปวดอย่างยาวนานแบบสิ้นหวังต่อไปไม่ได้
จนต้องทำผิดยกเลิกสัญญาที่ให้ไว้ต่อกันต่อหน้าสักขีพยานทั้งหลาย
การแต่งงานที่มีความสุข จะต้องมี“ความรัก”จากเบื้องบน
เป็นสายใยอันเหนียวแน่นผูกพันสัมพันธภาพของสามีและภรรยาไว้
ที่ไม่มีสิ่งใดอาจจะตัดให้ขาดออกจากกันได้!
“ความรักแท้ ” จากพระเจ้าจะทำให้สามีภรรยามีความสุข ได้แม้ว่า
แต่ละคนจะไม่สมบูรณ์แบบ
ในขณะที่ความสมบูรณ์แบบที่ปราศจากความรัก
กลับไม่ก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้ใดเลย
พี่น้องที่รัก
“คนที่รักกัน จะยืนเคียงข้างกันในทุกวันดีๆของชีวิต
และทั้งสองจะยิ่งยืนใกล้ชิดติดสนิทกันมากขึ้นไปอีก
ในวันที่ชีวิตพบเจอแต่เรื่องแย
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่201) ในไม่ช้า ก็ผ่านไป!
2026/10/17
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่201)
ในไม่ช้า ก็ผ่านไป!
“ช่วงชีวิตของข้าพระองค์ทั้งหลายคือเจ็ดสิบปี
หรือแปดสิบปีแล้วแต่กำลัง
กระนั้นชั่วชีวิตก็มีแต่ความเดือดร้อนโศกเศร้า
เพราะไม่ช้าก็ผ่านพ้นและเราก็จากไป”
~สดุดี 90:10 TNCV
“We can expect seventy years,
or maybe eighty,
if we are healthy, but even our best years bring
trouble and sorrow. Suddenly our time is up,
and we disappear.”
~Psalms 90:10 CEV
มีคำกล่าวไว้ว่า
“ชีวิตไม่ได้วัดกันเพียงว่าเรามีชีวิตอยู่มานานแค่ไหน
แต่วัดกันที่ว่าเราใช้ชีวิตที่มีอยู่เพื่ออะไร”
(Life is measured not only by how long we live,
but by what we live for.)
สดุดี 90:10 นี้ พรรณนาถึงสัจธรรม3ประการ คือ
ชีวิตของเราในโลกนี้ มีขีดจำกัดและแสนสั้น ชีวิตของเรา มีความทุกข์ยากลำบากเป็นส่วนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ชีวิตของเรา มีเวลาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามาก แต่หมดเร็ว
เราจึงควรคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิตนี้อย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ตาม พระธรรมข้อนี้ไม่ได้มีไว้
1).เพื่อทำให้เรา กังวล กลัว หรือสิ้นหวังกับชีวิต แต่
2).เพื่อเตือนสติ ให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติ มีปัญญาและ
ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า
โมเสส เป็นผู้เขียน พระธรรมสดุดี บทที่90:1-17
ซึ่งเปิดเผยความจริงให้เราทราบว่า
พระเจ้าเป็นที่พักพิงลี้ภัยของคนทุกยุคทุกสมัย (90:1)พระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้ดำรงอยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล(90:2)พระเจ้าเป็นผู้ทรงให้มนุษย์มีอายุจำกัดและให้กลับเป็นผงคลี(90:3)พระเจ้ามองเห็นพันปีเป็นเหมือน1).วันวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือ
2).เหมือนยามเดียวในกลางคืน(90:4)
พระเจ้าเทการล่วงหลับบนมนุษย์ที่เป็นเหมือนหญ้าที่งอกขึ้นในเวลาเช้า
1).ในเวลาเช้ามันก็บานออกและงอกขึ้น
2).ในเวลาเย็นก็ร่วงโรยและเหี่ยวไป (90:5-6)
พระเจ้าตั้งความชั่วของเราไว้ต่อพระพักตร์พระองค์ 1).ตั้งบาปลับๆ ของเราไว้ในแสงสว่างแห่งพระพักตร์
ของพระองค์
2).ทำให้วันเวลาทั้งสิ้นของเราหมดไปใต้ความกริ้วอัน
เกรี้ยวกราดของพระองค์
3).ทำให้เราเดือดร้อนเพราะพระพิโรธของพระองค์
4).ทำให้ปีของเราสิ้นสุดลงอย่างเสียงถอนหายใจ
(90:7-9)
พระเจ้ากำหนดอายุขัยของเราไว้ที่เจ็ดสิบหรือหากแข็งแรงก็ถึงแปดสิบ แต่1).ช่วงชีวิตนั้นมีแต่ความลำบากและความเศร้าโศก
2).ช่วงชีวิตนั้น ไม่ช้าก็สูญไปและพวกเราก็จะจากไป
(90:10)
พระเจ้าสามารถสอนให้เรานับวันของเรา เพื่อเราจะมีจิตใจที่มีปัญญา “ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลายให้นับวันของตน
เพื่อพวกข้าพระองค์จะมีจิตใจที่มีปัญญา”(90:12)
เวลานี้ สิ่งที่เราทำได้ คือ ทูลต่อพระเจ้าว่า
“ข้าแต่พระยาห์เวห์
~ขอทรงหันมาเถิด ยังอีกนานเท่าใด?
~ขอทรงสงสารบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์
~ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า
เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้
1).ร้องเพลงด้วยความชื่นบานและ
2).ยินดีตลอดวันเวลาของพวกข้าพระองค์
~ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายยินดี
1).ให้มากวันเท่ากับที่พระองค์ได้ทรงให้พวกข้าพระองค์
ทุกข์ยากนั้น และ
2).ให้มากปีเท่ากับที่พวกข้าพระองค์ได้ประสบสิ่งร้าย
~ขอให้พระราชกิจของพระองค์ปรากฏแก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์
และให้ความสง่างามของพระองค์ปรากฏแก่ลูกหลานของพวกเขา
~ขอความโปรดปรานขององค์เจ้านาย พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายอยู่เหนือเหล่าข้าพระองค์
~ขอทรงสถาปนาผลงานจากมือของข้าพระองค์ทั้งหลายไว้เหนือพวกข้าพระองค์
~ขอทรงสถาปนาผลงานจากมือของข้าพระองค์ทั้งหลาย!”
(สดุดี 90:13-17)
สรุป
ขอให้เราลงมือกระทำตามหัวใจของสดุดีบทนี้ ซึ่งก็คือ
1. ให้เราตระหนักว่าชีวิตของเราสั้น และหมดสิ้นเร็ว
2.ให้เราหันมาแสวงหาและลี่ภัยอยู่ในพระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์
3.ให้เราพร้อมเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในชีวิต
4.ให้เราใช้แต่ละวันที่เหลืออยู่ อย่างมีปัญญาและเกิดผล
คุ้มค่ายาวนานตามพระเจตนารมณ์ของพระเจ้าสูงสุด
…อาเมนไหมครับ?
…………………………………
ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18ตุลาคม2026(ตอนที่ 201ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี