1537249243
Soul Food Podcasts

Advertise on podcast: Soul Food Podcasts

Rating
★★★★★
5
from
1 reviews
This podcast has
2000 episodes
Language
Thai
Explicit
No
Date created
2020/10/24
Latest episode
2026/10/25
Average duration
5 min.
Release period
1 days

Description

Podcasts สำหรับ Christian และผู้สนใจ ที่รวบรวม รายการหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้ 1 เฝ้าเดี่ยวประจำวัน :- พระธรรมนำชีวิต กับวุฒิ วงศ์สรรเสริญ สด.. แต่เช้า กับ อ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ที่อัพเดท ทุกวัน 5:00 น. 2 รายการ Be Still.. รายการที่ อ.ไลฟ์ วาระมีชูธนาจะชวนคุณมาอธิฐานกับพระเจ้าก่อนที่คุณจะเข้านอน 3 รายการชวิตคริสเตียน :- อาจารย์ครับ…ครือว่า.. กับ บอย โกสิยพงษ์ ที่จะคอยโทรศัพท์ถามอาจารย์ต่างๆ ในคำถามที่ เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน, ข้อพระคำภีร์ที่เข้าใจยาก, ความสำพันธ์กับพระเจ้า และคำถามที่ไม่กล้าถามคนอื่น อัพเดททุกวันจันทร์ 7:00 น. เราเชื่อว่าพระเจ้ากำลังนำรายการ podcasts อีกมากมายตามมาในระยะอันใกล้นี้ โปรดกดติดตาม กดกระดิ่งเตือนเมื่อมีตอนใหม่ และช่วยแชร์ให้กับคนที่คุณรักด้วยนะครับ

Unlock Soul Food Podcasts podcast Email contact info,
Listeners & Audience details

Email contact information

Direct podcast contact details

Listeners

Audience numbers & engagement insights

Audience details

Podcast Insights

Podcast episodes

Check latest episodes from Soul Food Podcasts podcast


สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่209) คนใจเย็นที่มีปัญญา!
2026/10/25
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่209) คนใจเย็นที่มีปัญญา! “บุคคลที่ยับยั้งถ้อยคำของเขาเป็นคนมีความรู้ และบุคคลผู้มีจิตใจเยือกเย็นเป็นคนมีความเข้าใจ” ~สุภาษิต 17:27 THSV11 “He who restrains his words has knowledge, and he who has a cool spirit is a man of understanding.” ~Proverbs 17:27 RSV คนมีปัญญาและมีความรู้ คือคนที่ ​รู้จักยับยั้งควบคุมคำพูดและการกระทำ และ​รู้จักยับยั้งควบคุมจิตใจของตนเอง การมีความรู้และมีปัญญา… ไม่ได้วัดจากการที่เราแสดงความรู้ พูดเก่งหรือพูดโต้ตอบได้มาก หรือทำอะไรได้รวดเร็ว แต่วัดจากการที่เรารู้ว่า -เราควรพูด หรือทำอะไร? ~เราควรพูดหรือทำสิ่งนั้น เมื่อใด ที่ไหน? และ ~เราควรพูดหรือทำอย่างไรที่เหมาะสมที่สุด? ดังนั้น ขอให้เราเป็นคนที่ ​มี”สติปัญญา“ที่รู้จัก“ยับยั้งถ้อยคำ” หรือ รู้จัก“ชั่งน้ำหนักก่อนพูด หรือกระทำสิ่งใด” อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ให้เงียบอยู่ตลอดเวลาหรือไม่กล้าพูด แต่ รู้ว่าควรพูด หรือทำอะไร เมื่อไร และอย่างไร จึงจะแสดงถึงวุฒิภาวะในการปฏิบัติตนของเราออกมา ​มี“จิตใจเยือกเย็น” คือมีใจสงบ ไม่ถูกอารมณ์ร้อนครอบงำ ทำให้หงุดหงิดง่าย แต่มองสถานการณ์ได้ชัดด้วยความเข้าใจตนเองและผู้อื่นมากขึ้น ใช่ครับ คนมีปัญญาที่ใจเย็นจะรู้จักยับยั้งควบคุมอารมณ์ คำพูด และ พฤติกรรมของตนเองได้ดี และหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า “อะไรที่ยุ่ง ค่อยๆแก้ อะไรที่แย่ ค่อยๆสะสาง อะไรที่หนัก ค่อยๆวาง อะไรที่ค้าง ค่อยๆเคลียร์!” วันนี้ ขอให้เราเป็นคนมีปัญญาที่จิตใจเยือกเย็น มีความรู้ความเข้าใจที่พร้อมทำตามคำแนะนำดังที่กล่าวมาข้างต้น ดังคำกล่าวที่ว่า “ความใจเย็นไม่ใช่การเงียบเพื่อเงียบ แต่คือการให้ความเข้าใจได้มีเวลาพูด” (Calmness is not silence for its own sake; it is understanding given time to speak.) …เห็นด้วยไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 26ตุลาคม2026(ตอนที่ 209ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี
พระธรรมนำชีวิต Ep. เว้นวรรค 7 (ยอมรับการฝึกฝน)
2026/10/25
พระธรรมนำชีวิต Ep. เว้นวรรค 7 (ยอมรับการฝึกฝน) ขอให้สันติสุขจากพระเจ้าซึ่งเรามีผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ จะเป็นกำลังใจและเสริมกำลังให้เราก้าวผ่านทุกช่วงเวลาของชีวิต โดยอาศัยกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา เช้าวันนี้ผมอยากชวนพี่น้องใคร่ครวญพระธรรมฮีบรู 'เพราะบิดาที่เป็นมนุษย์ตีสอนเราเพียงชั่วเวลาเล็กน้อยตามความเห็นดีเห็นชอบของพวกเขา แต่พระองค์ทรงตีสอนเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อเราจะมีส่วนในความบริสุทธิ์ของพระองค์ การตีสอนทุกอย่างดูไม่น่ายินดีเลยในเวลานั้น แต่น่าเศร้าใจ แต่ภายหลังก็ก่อให้เกิดผลคือสันติสุขและความชอบธรรม แก่บรรดาคนที่ถูกฝึกฝนโดยการตีสอนนั้น ' ฮีบรู 12:10-11 ในฐานะพ่อแม่หรือผู้ปกครอง เรามีหน้าที่ดูแล อบรมสั่งสอน และนำทางลูกหรือคนที่อยู่ในความรับผิดชอบของเรา การอบรมสั่งสอนที่ถูกต้องมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของผู้ที่ได้รับการฝึกฝน ภาพนี้ช่วยให้เราเข้าใจถึงความรักของพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดา พระองค์ทรงฝึกฝนเพื่อให้เราเติบโตในความบริสุทธิ์ของพระองค์ แน่นอนครับว่า ในช่วงเวลาที่เรากำลังได้รับการฝึกฝน เราอาจไม่รู้สึกว่าสิ่งที่กำลังเจออยู่นั้นไม่เห็นจะมีความสุขกรือน่ายินดีเลย แต่พระธรรมตอนนี้เตือนใจเราว่า การฝึกฝนของพระเจ้ามีเป้าหมายมากกว่าความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เพราะการที่ชีวิตของเราจะเกิดผลแห่งความชอบธรรมและสันติสุข ขอให้เราเปิดใจต่อการทรงนำของพระเจ้า ให้เราพร้อมเรียนรู้และเติบโตผ่านพระวจนะของพระองค์ 'เหตุฉะนั้นจงเสริมกำลังมือที่อ่อนแรง และเข่าที่อ่อนล้า และจงทำหนทางให้ตรงเพื่อเท้าของพวกท่าน เพื่อว่าขาที่เขยกนั้นจะได้ไม่เคล็ด แต่จะหายเป็นปกติ ' ฮีบรู 12:12-13 พระธรรมตอนนี้เตือนเราว่า การใช้ชีวิตในความเชื่อไม่ใช่เรื่องที่เราต้องต่อสู้เพียงลำพัง เพราะเรามีพี่น้องของเรา ให้เราสนใจพี่น้องที่กำลังอ่อนล้า ท้อแท้ หรือกำลังอยู่กับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ในฐานะที่เราเป็นผู้เชื่อ เป็นคริสตจักรของพระเจ้า เรามีหน้าที่จะเสริมกำลัง ประคับประคอง และหนุนใจให้กำลังซึ่งกันและกัน เพื่อเราทุกคนจะสามารถเดินต่อไปในทางของพระเจ้าได้อย่างมั่นคง หากวันนี้เรากำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ขอให้เราอย่าหมดหวัง แต่ให้เราแสวงหากำลังและการทรงนำจากพระเจ้า หากวันนี้เราอยู่ในช่วงเวลาที่เข้มแข็ง มีความสุขดี ขอให้เราที่อย่าละเลยพี่น้องที่อยู่รอบข้าง ขอให้เราใส่ใจ ถามไถ่ และพร้อมให้กำลังใจผู้ที่ต้องการกำลังใจ เพื่อเราเอวจะเป็นช่องทางที่พระเจ้าสำแดงความรักของพระองค์ต่อผู้คนของพระองค์ แ ขอพระเจ้าทรงช่วยให้เรายอมรับการฝึกฝนจากพระองค์ และให้เราทุกคนจะเป็นคนที่พร้อมจะเสริมกำลังพี่น้อง เพื่อเราทุกคนจะเติบโตในความเชื่อและเดินในทางของพระเจ้าอย่างมั่นคงด้วยกันครับ วุฒิ วงศ์สรเสริญ
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่208) อย่าโอ้อวดในสิ่งที่เราได้รับมา!(2)
2026/10/24
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่208) อย่าโอ้อวดในสิ่งที่เราได้รับมา!(2) “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเปรียบสิ่งเหล่านี้กับตัวเองและอปอลโล ก็เพื่อประโยชน์ของพวกท่าน เพื่อให้ท่านเรียนรู้จากเราในคำกล่าวที่ว่า “อย่าออกนอกขอบเขตของพระคัมภีร์” เพื่อว่าพวกท่านจะไม่หยิ่งผยองในการยกคนหนึ่งเหยียดอีกคนหนึ่ง เพราะว่าใครทำให้ท่านวิเศษกว่าคนอื่น? ท่านมีอะไรที่ไม่ได้รับมา? ถ้าท่านได้รับมา ทำไมจึงโอ้อวดเหมือนกับว่าท่านไม่ได้รับมา?” ~1 โครินธ์ 4:6-7 THSV11 เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาในสังคมคริสเตียน ในเรื่องการ ​อวดตัวหรืออวดความสามารถของตนเอง หรือ​อวดนักเทศน์ที่ตนเองชื่นชมจนอาจารย์เปาโลต้องลุกขึ้นมาเตือนสติ ให้เรามาดูว่า อาจารย์ เปาโล กล่าวถึงเรื่องนี้ ไว้อย่างไรบ้าง? ​“พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเปรียบสิ่งเหล่านี้กับตัวเองและอปอลโล ก็เพื่อประโยชน์ของพวกท่าน”1).“ข้าพเจ้าเปรียบสิ่งเหล่านี้กับตัวเองและอปอลโล” ~อ.เปาโลใช้ตัวเองและอปอลโลเป็นตัวอย่างเพื่อให้คริสตจักรเรียนรู้หลักการโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวโจมตีบุคคลอื่นอย่างเจาะจง ผู้นำที่มีวุฒิภาวะฝ่ายวิญญาณ ~ไม่จำเป็นต้องสร้างความสำคัญให้ตัวเองด้วยการลดคุณค่าผู้นำคนอื่นลง ~ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเหมือนกัน แต่ให้ยอมรับในความแตกต่างของกัน ~ไม่ควรใช้จุดแข็งของคนหนึ่งเป็นเหตุผลในการดูถูกอีกคนหนึ่ง 2). “ก็เพื่อประโยชน์ของพวกท่าน” อ.เปาโลไม่ได้ต้องการเอาชนะการโต้เถียง แต่ต้องการให้คริสตจักรได้รับประโยชน์ฝ่ายวิญญาณ นี่ควรเป็นหัวใจของการสอนและเป้าหมายในการตักเตือนกันในคริสตจักร และในสังคม คือไม่ใช่การทำให้อีกฝ่ายอับอาย แต่เพื่อช่วยให้คนรับฟังได้รับประโยชน์โดยเติบโตขึ้นในความจริงของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม การทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงความจริงที่อาจเจ็บปวด จนไม่กล้าตักเตือน ซึ่งกันและกัน แต่หมายถึงการพูดความจริงด้วยความรักเพื่อเสริมสร้าง ไม่ใช่เพื่อทำลาย (เอเฟซัส 4:15, 29) ขอให้เราจดจำไว้เสมอว่า “การตักเตือนที่มาจากความรักมุ่งแก้ไขนำคนกลับมา แต่การต่อว่าด้วยความหยิ่งทำลายศักดิ์ศรีของคน!“ (Reproofs prompted by love aim to correct and bring people back,but reprimands born of pride destroy a person's dignity.) ​““เพื่อให้ท่านเรียนรู้จากเราในคำกล่าวที่ว่า“อย่าออกนอกขอบเขตของพระคัมภีร์”” ในต้นฉบับภาษากรีก สำนวนนี้สื่อถึง "การไม่ก้าวเกินสิ่งที่เขียนไว้" ในบริบทนี้ หมายถึง ให้ผู้อ่านจะยึดปฏิบัติตาม 1).หลักการของพระคัมภีร์และ 2).ตัวอย่างการประพฤติปฏิบัติของท่านกับของอปอลโล เพื่อไม่ให้คริสเตียนยกบุคคลขึ้นด้วยความหยิ่งผยองจนเกินควร การยึดพระคัมภีร์อย่างถูกต้องจะนำเราไปสู่ความสัตย์ซื่อ ความรัก และความถ่อมใจ ไม่ทำให้เราคิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นและไม่ก้าวข้ามหลักความจริงที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผย ​“เพื่อว่าพวกท่านจะไม่หยิ่งผยองในการยกคนหนึ่งเหยียดอีกคนหนึ่ง”นี่คือปัญหาหลักที่เปาโลต้องการแก้ไข มีคน 1).หยิ่งผยอง~ยกตัวเองขึ้น 2).เหยียด ~กดคนอื่นลง ความชื่นชมตัวเองหรือคนบางคน ไม่มีอะไรผิด แต่เมื่อความชื่นชอบกลายเป็นการดูหมิ่นผู้อื่น ก็อาจทำให้คริสตจักรแตกแยกได้ ดังนั้น อย่าให้เราคิดเกี่ยวกับตนเองเกินกว่าที่ควรคิด (โรม12:3) ขอให้เราคิดถึงคำเตือนสติที่ว่า “จงชื่นชมพรสวรรค์ของคนๆหนึ่งโดยไม่ไปลดทอนคุณค่าของใครบางคน!” (Admire another person’s gifts without diminishing someone else’s worth.) ​“เพราะว่าใครทำให้ท่านวิเศษกว่าคนอื่น?ท่านมีอะไรที่ไม่ได้รับมา? ถ้าท่านได้รับมา ทำไมจึงโอ้อวดเหมือนกับว่าท่านไม่ได้รับมา?” อ.เปาโลใช้คำถาม3ข้อเพื่อเปิดโปงและเตือนสติเราว่ารากของความหยิ่งผยอง นั่นก็คือการลืมพระคุณของพระเจ้า 1).“ใครทำให้ท่านวิเศษกว่าคนอื่น?” ~เมื่อได้รับการยกย่อง ให้ถามตัวเองว่า “ฉันกำลังใช้สิ่งนี้เพื่อถวายเกียรติพระเจ้า หรือเพื่อสร้างความสำคัญให้ตัวเอง?” 2).“ท่านมีอะไรที่ไม่ได้รับมา?” ~แทนที่จะพูดว่า “ฉันทำได้เพราะฉันเก่ง” ให้เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ฉันขอบพระคุณพระเจ้าที่ประทานความสามารถ และขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้ฉันมาถึงจุดนี้” 3).“ถ้าท่านได้รับมา ทำไมจึงโอ้อวดเหมือนกับว่าท่านไม่ได้รับมา?” ~เราสามารถภูมิใจในงานที่ทำ มีความมั่นใจในของประทาน และพัฒนาความสามารถอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องหลงลืมพระคุณของพระเจ้า ใช่ครับ สิ่งที่คริส
พระธรรมนำชีวิต Ep.เว้นวรรค 4 (ขอบคุณสำหรับชัยชนะ)
2026/10/24
พระธรรมนำชีวิต Ep.เว้นวรรค 4 (ขอบคุณสำหรับชัยชนะ) ในชีวิตของเรา ชัยชนะอาจไม่ได้หมายถึงการที่ทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราต้องการ แต่หมายถึง การที่เราได้เห็นพระกำลังของพระเจ้าและเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระองค์ในทุกสถานการณ์ วันนี้เราจะใคร่ครวญจากพระธรรมสดุดีบทที่ 21 ซึ่งกล่าวถึงความยินดีของกษัตริย์ในพระกำลังและพระพรที่มาจากพระเจ้า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระราชาจะยินดีในพระกำลังของพระองค์ ท่านจะเปรมปรีดิ์ในชัยชนะของพระองค์มากเพียงไร พระองค์ทรงให้ตามใจปรารถนาของท่าน และมิได้ทรงปฏิเสธสิ่งที่ริมฝีปากท่านทูลขอ เพราะพระองค์ประทานพระพรดีมากมายแก่ท่าน พระองค์ทรงสวมมงกุฎทองบริสุทธิ์บนศีรษะท่าน ท่านทูลขอชีวิต และพระองค์ก็ประทานแก่ท่าน ชีวิตยืนนานเป็นนิตย์นิรันดร์ ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงเป็นที่ยกย่องเนื่องด้วยพระกำลังของพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะร้องเพลงและสดุดีพระอานุภาพของพระองค์” สดุดี 21:1-4, 13 ขอให้เราเรียนรู้ที่จะชื่นชมยินดีในพระกำลังของพระเจ้า ไม่ใช่แค่เพียงวันที่ทุกอย่างเป็นไปได้ดี แต่รวมถึงวันที่เราต้องเจอปัญหาและความยากลำบากด้วย เพราะความหวังของเราไม่ได้ตั้งอยู่บนความสามารถของตนเองหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ความหวังของเราอยู่ในพระเจ้าผู้ทรงซื่อสัตย์ ในพระเยซูคริสต์ เรามีความหวังมีชัยชนะเหนือความบาปและความตาย ขอให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ไว้วางใจพระองค์ และเราจะต้องถวายเกียรติแด่พระเจ้าทั้งในวันที่เรามองเห็นชัยชนะและในวันที่เรายังต้องรอคอยอยู่ ขอให้วันนี้ของเราจะเป็นวันที่เราร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ไม่ใช่ด้วยริมฝีปาก แต่ด้วยชีวิตที่ไว้วางใจและชีวิตที่ซื่อสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าด้วยกันนะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่207) อย่าโอ้อวดในสิ่งที่เราได้รับมา!“(1)
2026/10/23
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่207) “อย่าโอ้อวดในสิ่งที่เราได้รับมา!“(1) “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเปรียบสิ่งเหล่านี้กับตัวเองและอปอลโล ก็เพื่อประโยชน์ของพวกท่าน เพื่อให้ท่านเรียนรู้จากเราในคำกล่าวที่ว่า “อย่าออกนอกขอบเขตของพระคัมภีร์” เพื่อว่าพวกท่านจะไม่หยิ่งผยองในการยกคนหนึ่งเหยียดอีกคนหนึ่ง เพราะว่าใครทำให้ท่านวิเศษกว่าคนอื่น? ท่านมีอะไรที่ไม่ได้รับมา? ถ้าท่านได้รับมา ทำไมจึงโอ้อวดเหมือนกับว่าท่านไม่ได้รับมา?” ~1 โครินธ์ 4:6-7 THSV11 ปัญหาที่อันตรายอย่างหนึ่งในคริสตจักรหรือสังคมคริสเตียน ก็คือ ​การยกย่องตัวเองหรือใครบางคนมากเกินควร~จนเย่อหยิ่งหลงตัว​การดูถูกดูหมิ่นหรือตัดสินคนอื่น~จนเหยียดหยามผู้อื่นพระคัมภีร์ตอนนี้ กำลังเตือนสติเราไม่ให้ลืมว่า “ทุกสิ่งที่เราและที่คนอื่นมีนั้น ล้วนได้รับมาจากพระเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น!” ใจความสำคัญของพระธรรมตอนนี้คือ "พระเจ้าประทานสิ่งต่าง ๆ แก่เราเพื่อ ~ให้เรารับใช้พระองค์และ -เสริมสร้างผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อให้เรายกตนเองเหนือผู้อื่น" (God gives us gifts to serve others, not to place ourselves above them.) บริบทของพระธรรมตอนนี้ มีอยู่ว่า คริสตจักร(ที่เมืองโครินธ์)กำลังแบ่งแยกเป็นพรรคเป็นพวกตามผู้รับใช้ที่ตนชื่นชอบ แทนที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวในพระเยซูคริสต์! ตัวอย่าง คนที่ถูกกองเชียร์ หรือ FC นำมา่เป็นประเด็นขัดแย้งคือ ​อ.เปาโล ผู้ประกาศข่าวประเสริฐและวางรากฐานให้คริสตจักร และ​อ.อปอลโล ผู้สอนที่สามารถอธิบายพระคัมภีร์ได้ดี(กิจการ 18:24–28) ทั้งสองต่างมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ต่างก็เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าด้วยกัน ปัญหา เกิดจากสมาชิกบางคนนำความแตกต่างนั้นมาเป็นเหตุให้แข่งขันกันว่า 1).ใครมีผู้นำที่ดีกว่า 2).ใครมีผู้นำที่มีความรู้มากกว่า 3).ใครมีผู้นำที่เหนือกว่าในเรื่องความเก่งหรือความกล้า 4).ใครมีผู้นำที่เกิดผลมากกว่า ฯลฯ อาจารย์ เปาโล จึงอธิบายและเตือนสติ(ไว้ใน 1 โครินธ์ 3:5–9) ว่า ผู้รับใช้ทุกคนล้วนเป็นเพียงเครื่องมือของพระเจ้า 1).คนหนึ่งปลูก 2).คนหนึ่งรดน้ำ แต่พระเจ้าเท่านั้นคือผู้ที่ทรงทำให้เติบโต เราจึงไม่ควรทำสิ่งไร้ค่าที่อันตราย ใน ก.การเปรียบเทียบ ข.การแข่งขัน ค.การมีท่าทีหยิ่งผยองดูถูกดูหมิ่น ง.การกล่าวหาหรือตัดสินกันในคริสตจักร คำเตือน: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การชื่นชมผู้รับใช้ (ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ดี ในการแสดงออกเช่นนั้น) แต่ ปัญหาอยู่ที่การ ~ยกคนหนึ่งขึ้นโดย ~เหยียดอีกคนหนึ่งลง (ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม) อันจะเป็นเหตุที่ทำให้เรื่องดีๆ กลายเป็นเครื่องมือเลวร้าย ในการสร้างความแตกแยกขึ้นในคริสตจักรและชุมชนคริสเตียน ดังนััน พี่น้องที่รักทั้งหลาย ในเมื่อทุกสิ่งที่เราและคนอื่นมี ต่างก็ล้วนได้รับมาจากพระเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น ก็ขอให้เราหยุดอวดตัวหรือเปรียบเทียบกันและกันที่สร้างความแตกแยก เป็นเหตุทำให้พระกายของพระคริสต์เสียหาย ขอให้เราหันมาขอบคุณพระเจ้า สำหรับสิ่งที่เราแต่ละคนได้รับมา (แม้จะแตกต่างกัน) จะดีกว่า ดังคำกล่าวเตือนที่ว่า “การเปรียบเทียบก่อให้เกิดความหยิ่งหรือการด้อยค่า(ตัวเองหรือผู้อื่น) แต่การมีใจขอบพระคุณสร้างความพอใจในสิ่งที่พระเจ้าประทาน” (Comparison breeds pride or insecurity; Gratitude cultivates contentment.) อาเมนไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 24ตุลาคม2026(ตอนที่ 207ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี
พระธรรมนำชีวิต Ep.เว้นวรรค 5 (คืนความสดชื่น)
2026/10/23
พระธรรมนำชีวิต Ep.เว้นวรรค 5 (คืนความสดชื่น) เมื่อวานนี้เมื่อเสร็จค่ายที่ อ.เชียงกลาง จ.น่าน พวกเราก็เก็บของออกเดินทางเลย เราจอดนอนที่บ้านน้ำอ่าง จ.อุตรดิตถ์ ยอมรับตามตรง ๆ เลยครับว่า ด้วยสภาพร่างกายและอากาศที่ร้อน ผมรู้สึกเหนื่อยมาก แต่ในใจก็กลับเต็มไปด้วยสันติสุข เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาในวันนี้ ผมยังคงมีสันติสุขและรู้สึกสดชื่น เมื่อใคร่ครวญพระธรรมสดุดีบทที่ 23 ก็พบความจริงที่ช่วยให้กำลังใจว่า “พระองค์ทรงคืนความสดชื่นแก่ชีวิตข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ แม้ข้าพระองค์จะเดินฝ่าหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์สถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์ปลอบโยนข้าพระองค์” สดุดี 23:3-4 อ.ประยูรได้กล่าวเตือนใจผมว่า ความเหนื่อยทางกาย แค่เรานอนแล้วตื่นมาก็หายแล้ว พระธรรมตอนนี้ยังทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ฟื้นฟูชีวิตและประทานกำลังแก่เรา ไม่ใช่แค่ในวันที่เรารู้สึกเหนื่อยล้าเท่านั้น แต่รวมถึงวันที่เราต้องเผชิญกับความกลัวและความยากลำบากด้วย แม้สิ่งที่เรากำลังพบเจออาจดูน่ากลัว แต่พระเจ้าสัญญว่า เราจะปลอดภัยเพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา ในเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต พระองค์จะทรงนำทางและปลอบโยนเรา และในข้อ 6 ได้กล่าวว่า “แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไป ตลอดวันคืนแห่งชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์สืบไปเป็นนิตย์” สดุดี 23:6 ขอให้เราจดจำไว้ว่า พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา และความดีพร้อมทั้งความรักมั่นคงของพระองค์อยู่กับเราเสมอ แม้ในวันที่ร่างกายเราเหนื่อยล้า หรือในวันที่ชีวิตต้องเจอกับปัญหา ขอให้เราวางใจในพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระผู้เลี้ยงที่ดูแลและนำทางชีวิตของเราอยู่เสมอครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
พระธรรมนำชีวิต Ep.เว้นวรรค 4 (ขอบคุณสำหรับชัยชนะ)
2026/10/23
พระธรรมนำชีวิต Ep.เว้นวรรค 4 (ขอบคุณสำหรับชัยชนะ) ในชีวิตของเรา ชัยชนะอาจไม่ได้หมายถึงการที่ทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราต้องการ แต่หมายถึง การที่เราได้เห็นพระกำลังของพระเจ้าและเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระองค์ในทุกสถานการณ์ วันนี้เราจะใคร่ครวญจากพระธรรมสดุดีบทที่ 21 ซึ่งกล่าวถึงความยินดีของกษัตริย์ในพระกำลังและพระพรที่มาจากพระเจ้า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระราชาจะยินดีในพระกำลังของพระองค์ ท่านจะเปรมปรีดิ์ในชัยชนะของพระองค์มากเพียงไร พระองค์ทรงให้ตามใจปรารถนาของท่าน และมิได้ทรงปฏิเสธสิ่งที่ริมฝีปากท่านทูลขอ เพราะพระองค์ประทานพระพรดีมากมายแก่ท่าน พระองค์ทรงสวมมงกุฎทองบริสุทธิ์บนศีรษะท่าน ท่านทูลขอชีวิต และพระองค์ก็ประทานแก่ท่าน ชีวิตยืนนานเป็นนิตย์นิรันดร์ ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงเป็นที่ยกย่องเนื่องด้วยพระกำลังของพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะร้องเพลงและสดุดีพระอานุภาพของพระองค์” สดุดี 21:1-4, 13 ขอให้เราเรียนรู้ที่จะชื่นชมยินดีในพระกำลังของพระเจ้า ไม่ใช่แค่เพียงวันที่ทุกอย่างเป็นไปได้ดี แต่รวมถึงวันที่เราต้องเจอปัญหาและความยากลำบากด้วย เพราะความหวังของเราไม่ได้ตั้งอยู่บนความสามารถของตนเองหรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ความหวังของเราอยู่ในพระเจ้าผู้ทรงซื่อสัตย์ ในพระเยซูคริสต์ เรามีความหวังมีชัยชนะเหนือความบาปและความตาย ขอให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ไว้วางใจพระองค์ และเราจะต้องถวายเกียรติแด่พระเจ้าทั้งในวันที่เรามองเห็นชัยชนะและในวันที่เรายังต้องรอคอยอยู่ ขอให้วันนี้ของเราจะเป็นวันที่เราร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ไม่ใช่ด้วยริมฝีปาก แต่ด้วยชีวิตที่ไว้วางใจและชีวิตที่ซื่อสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าด้วยกันนะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่206). หลับให้เป็น จะอยู่เย็นเป็นสุข!
2026/10/22
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่206) หลับให้เป็น จะอยู่เย็นเป็นสุข! “การหลับของกรรมกรก็ผาสุกไม่ว่าเขาจะได้กินน้อยหรือได้กินมาก แต่อาหารที่อุดมสมบูรณ์ของคนมั่งมีก็ไม่ช่วยเขาให้หลับ” ~ปัญญาจารย์ 5:12 (THSV11) “Sweet is the sleep of a laborer, whether he eats little or much, but the full stomach of the rich will not let him sleep.” ~Ecclesiastes 5:12 ESV คุณด้วยกับคำกล่าวต่อไปนี้หรือไม่ว่า “ความมั่งคั่งที่ไร้ความพอเพียง คือความจนชนิดหนึ่ง” “Wealth without contentment is a kind of poverty.) ใช่ครับ คนรวยไม่รู้จักพอ มักจะนอนไม่หลับ ข้อนี้เปรียบเทียบ “การหลับ” ของคนสองกลุ่ม ​กรรมกร หรือ คนทำงาน — ต่อให้กินน้อยหรือกินมาก เขาก็หลับได้ “ผาสุก” เพราะ ความเหนื่อยจากการทำงานจริงและการมีชีวิตที่เรียบง่ายพอเพียง ​คนมั่งมี — มีอาหารและความอุดมสมบูรณ์มากมาย แต่ความมั่งคั่งนั้น ไม่ได้ช่วยให้เขาหลับ กลับอาจทำให้กังวล ตื่นเต้น กลัวสูญเสีย หรือไม่รู้จักพอ “การหลับ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ปิดตาหลับเท่านั้น แต่เป็นภาพของ สันติสุข หรือ ความสงบในใจ ที่เกิดจากชีวิตที่พอเพียงและการวางใจในพระเจ้า เราเรียนรู้อะไรจากปัญญาจารย์ 5 ข้อ 12 นี้ บ้าง? ​ความมั่งคั่งไม่ดีเท่ากับความสงบ เงินซื้อเตียงได้ แต่ซื้อการหลับไม่ได้​ความพอเพียงให้สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ ทำให้เราหลับได้อย่างผาสุก​ความพอเพียงดีกว่าความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่รู้จักพอ​การทำงานที่ขยันและซื่อสัตย์นำศักดิ์ศรีมาให้​ความมั่งคั่งอาจเพิ่มความกังวล ไม่ใช่เพิ่มสันติสุข​การหลับเป็นเครื่องวัดทางจิตวิญญาณว่าใจเราวางใจในพระเจ้า พี่น้องที่รัก พระเจ้าทรงประสงค์ให้เรา ​ทำงาน ​ชื่นชมในสิ่งที่พระองค์ประทานให้(ปัญญาจารย์ 5:18-20) ​กินอิ่มนอนหลับ​ไม่เอาแต่สะสมจนใจไม่สงบ อย่างไรก็ตาม อย่าแบบเหมารวมว่า “คนจนทุกคนหลับดี คนรวยทุกคนนอนไม่หลับ” แต่เป็นคำเตือนว่า ความโลภและความมั่งคั่งที่ไร้ขอบเขตจะพรากสันติสุขไปจากเรา และความพอเพียงจากการทำงานซื่อสัตย์มักนำมาซึ่งการพักผ่อนที่แท้จริง วันนี้ ให้เรามาช่วยกันทำมาหากิน แบบขยันแต่รู้จักพอเพียง และนอนหลับสนิทได้ในแต่วัน … จะดีไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 23ตุลาคม2026(ตอนที่ 206ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่205) เราคือผู้รับมอบฉันทะของพระคริสต์!
2026/10/22
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่205) เราคือผู้รับมอบฉันทะของพระคริสต์! “ให้ทุกคนถือว่าเราเป็นคนเช่นนี้คือเป็นเหมือนคนรับใช้ของพระคริสต์ และเป็นผู้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า” ~1 โครินธ์ 4:1 THSV11 “This, then, is how you ought to regard us: as servants of Christ and as those entrusted with the mysteries God has revealed.” ~1 Corinthians 4:1 NIV พระธรรม 1 โครินธ์ 4:1–5 เตือนสติเราว่า “ผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อของพระคริสต์ ไม่ใช่ผู้แสวงหาคำชมจากมนุษย์!“ พระเจ้าทรงวัดคุณค่าของผู้รับใช้ไม่ใช่จาก ~ชื่อเสียง ~ความสำเร็จ ~คำชื่นชมของมนุษย์ แต่ 1).จากความสัตย์ซื่อของเขาและ 2).จากการทรงประเมินของพระเจ้าเอง บริบทของพระธรรมตอนนี้คือ คริสตจักรเมืองโครินธ์ ​มีปัญหาการแบ่งพรรคแบ่งพวก สมาชิกบางคนยกย่องผู้นำคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง (1 โครินธ์ 1:10–13; 3:4–9) ​มีการที่สมาชิกนำมาตรฐานของโลกมาใช้ตัดสินผู้รับใช้ของพระเจ้า เช่น 1).ใครพูดเก่งกว่ากัน 2).ใครมีความสามารถมากกว่า 3).ใครมีคนติดตามมากกว่า 4).ใครประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ 5).ใครดูมีอิทธิพลหรือมีชื่อเสียงมากกว่า อ.เปาโลจึงปรับมุมมองของคริสตจักรใหม่ว่า ~ ผู้รับใช้พระคริสต์ควรถูกมองอย่างไร และ ~ใครเป็นผู้มีสิทธิ์ตัดสินการรับใช้ของพวกเขาอย่างแท้จริง เราต้องมองผู้รับใช้อย่างถูกต้อง คือถือว่าพวกเขา 1).เป็น “คนรับใช้ของพระคริสต์” และ 2).เป็น “ผู้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า” “คนรับใช้” ในบริบทนี้คือ “ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจของพระคริสต์และทำงานตามพระบัญชา ของพระองค์ ไม่ใช่เจ้าของพันธกิจหรือเจ้าของคริสตจักร” อ.เปาโลไม่ได้ต้องการให้เรามองตนเองว่าเป็นบุคคล สำคัญ แต่ต้องการให้เราเข้าใจว่าเราเป็นผู้รับใช้ในการทำงานที่สำคัญยิ่งของพระเยซูคริสต์! มีคำเตือนมาถึงเรา ก็คือ คริสตจักร 1).ไม่ควรเป็นเวทีแข่งขันเพื่อพิสูจน์ว่าใครเก่งกว่าใคร 2).แต่ควรเป็นชุมชนที่ทุกคนร่วมกันรับใช้พระคริสต์อย่างสัตย์ซื่อ ให้เราเตือนตัวเองเสมอว่า “เมื่อคริสตจักรวัดคุณค่าผู้รับใช้จากความนิยม คริสตจักรจะสร้างการแข่งขัน แต่ เมื่อคริสตจักรวัดคุณค่าจากความสัตย์ซื่อ คริสตจักรกำลังสร้างสาวก! (When a church measures servants by popularity, it creates competition; when it values faithfulness, it forms disciples.) พี่น้องที่รัก ให้ทุกคนถือว่า ​เราเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ และ​เราเป็นผู้ได้รับมอบฉันทะให้ดูแลสิ่งล้ำลึกของพระเจ้า ดังนัันให้เราสัตย์ซื่อในการทำหน้าที่ ​ผู้รับใช้ และ2.ผู้รับมอบหมายสิ่งลึก ซึ่งก็คือ 1).ข่าวประเสริฐของพระเจ้า 2).ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า 3).พระประสงค์ของพระเจ้า 4).พระปัญญาของพระเจ้า …จนถึงวันสุดท้ายในชีวิตของเรา จะดีไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 22ตุลาคม2026(ตอนที่ 205ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่204) ไม่มีค่าควรกับเรา?
2026/10/20
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่204) ไม่มีค่าควรกับเรา? “ใครที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเรา ก็ไม่มีค่าควรกับเรา และ ใครที่รักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา คนนั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา” ~มัทธิว 10:37 THSV11 “Anyone who loves their father or mother more than me is not worthy of me; anyone who loves their son or daughter more than me is not worthy of me.” ~Matthew 10:37 NIV พระเยซูตรัสถ้อยคำที่ฟังเสียดหูมากที่สุดตอนหนึ่งไว้ในพระธรรม มัทธิว 10:37-39 ​“ใครที่รักบิดามารดายิ่งกว่ารักเรา ก็ไม่มีค่าควรกับเรา” ใครที่รักบุตรชายหญิงยิ่งกว่ารักเรา คนนั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา“ ~มัทธิว 10:37 THSV11 คำตรัสนี้ช่างท้าทายเหลือเกิน! คำถามคือ พระเยซูทรงเรียกร้องให้เรารักคนในครอบครัวน้อยลงหรือ? คำตอบคือ “ไม่!” เพราะพระเจ้าทรงบัญชาอย่างชัดเจนไว้แล้วว่า ให้เรารัก เคารพ เชื่อฟังพ่อแม่ และเลี้ยงดูคนในครอบครัวอย่างเอาใจใส่ พระเยซูก็เรียกร้องให้เรารักทุกคนในครอบครัวอย่างเต็มที่ เพราะยิ่งเรารักพระเยซูมากเท่าไร เราก็จะยิ่งรักครอบครัวของเรามากขึ้นเท่านั้น แต่ สิ่งที่พระเยซู ทรงกำชับในตอนนี้ก็คือ ให้เรามีความจงรักภักดีต่อพระองค์เหนือความรักที่เรามีต่อมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ (รวมทั้งคนในครอบครัวของเรา) ยิ่งเราติดตามพระคริสต์โดยยกพระองค์ให้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดในชีวิตของเรามากเท่าไร พระพรและผลประโยชน์สูงสุดก็จะอยู่กับคนในครอบครัวของเรามากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราสมควรเชื่อฟังบิดามารดาในทุกเรื่อง แต่กระนั้น เมื่อใดก็ตามที่บิดามารดาให้เราทำบางอย่างที่ขัดกับพระวจนะและพระทัยของพระเจ้า เราต้องรัก เคารพ และเชื่อฟังพระองค์มากกว่า! สำหรับวลีที่ว่า “ก็ไม่มีค่าควรกับเรา” คำว่า“ค่า”( axios ) นี้หมายถึง“การชั่งน้ำหนัก” เปรียบเสมือนการชั่งน้ำหนักว่าชีวิตของเรามี “น้ำหนัก” หรือ “คุณค่า” มากพอ ที่จะอยู่ในระดับเดียวกับพระคริสต์หรือไม่? การเป็น “ผู้ไม่มีค่าควร” ไม่ได้หมายความว่าพระเยซูมองว่าเราไร้ค่าในฐานะมนุษย์ แต่หมายถึงว่าเรา 1). “ไม่คู่ควรที่จะเป็นสาวกของพระองค์” หรือ 2). “ไม่สมควรที่จะสังกัดขึ้นกับพระองค์” เพราะเราไม่ให้พระคริสต์เป็นที่หนึ่งในชีวิต และไม่ มีความสัมพันธ์แบบสาวกกับพระองค์ เราจึงขาดคุณสมบัติ 2“และใครที่ไม่รับกางเขนของตนและตามเราไป คนนั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา” ~มัทธิว 10:38 THSV11 กางเขนเป็นเครื่องมือประหารชีวิตที่น่าอับอายและโหดร้าย ผู้ที่แบกกางเขนกำลังเดินไปสู่ความตาย พระเยซูกำลังเรียกร้องให้สาวกยอมรับต้นทุนของการติดตามพระองค์ แม้ต้นทุนนั้นจะสูงถึงขั้น ต้องเสียสละ ในสิ่งที่เราต้องการ แม้ต้องสูญเสียชีวิตก็ตาม เพื่อพระคริสต์และพระประสงค์ของพระองค์ อย่างสัตย์ซื่อ แต่อย่าให้เราสร้างความทุกข์ขึ้นมาโดยไม่จำเป็น อาทิเหนื่อยล้าไม่ยอมพัก จนเจ็บป่วย แบกภาระหนักเกินไป ไม่ขอความช่วยเหลือ ฝืนรับใช้จนพัง ร้อนรนขยันรับใช้ แต่ขาดสติปัญญา จนสร้างปัญหาและศัตรูมากมายแบบไม่จำเป็น ทนต่อการถูกเอาเปรียบและทำร้ายโดยไม่แก้ไข จนไปต่อไม่ไหว งานเสียหายและเลิกติดตามพระคริสต์ ​“ผู้ที่จะเอาชีวิตของตนรอด จะกลับเสียชีวิต"~มัทธิว 10:39ก THSV11 ข้อความตอนนี้ถูกเรียกว่า“ paradox “(ปฏิทรรศน์)คือ ”เป็นความจริงที่ดูเหมือนขัดแย้งกันหรือตรงกันข้ามกัน แต่ล้วนเป็นความจริงเหมือนกัน“ 1).“ผู้ที่จะเอาชีวิตของตนรอด“ คำว่า “ชีวิต” ในภาษากรีกคือ”psyche“ซึ่งหมายถึง ”ชีวิต จิตใจ ตัวตน หรือการดำรงอยู่ของบุคคล“ “เอาชีวิตของตนรอด” หมายถึง ”การพยายามปกป้อง รักษา และทำให้ชีวิตของตัวเองปลอดภัย และได้ประโยชน์สูงสุด “ ในที่นี้ หมายถึง ”การเลือกระหว่างความสบายหรือ ความปลอดภัย มากกว่าการเลือกการติดตามพระคริสต์อย่างสัตย์ซื่อ“ 2). ”จะกลับเสียชีวิต" คนที่เลือกแบบนี้ พร้อมยอมลดมาตรฐานความเชื่อ เลี่ยงการถูกปฏิเสธ ไม่ยอมแบกกางเขน และให้ “ตัวเอง” เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ผลคือ เขาจะ “เสียชีวิต” คือสูญเสียชีวิตนิรันดร์ที่มีความหมายตามพระประสงค์ของพระเจ้า ​“แต่ผู้ที่เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา ก็จะได้ชีวิตรอด”~มัทธิว 10:39ข THSV11 1).“เสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา” หมายถึง “การยอมสละสิทธิ์ การยอมปฏิเสธตนเอง การยอมรับความยากลำบาก หรือแม้แต่ความตาย เพราะความสัตย์ซื่อต่อพระคริสต์ รวมถึงการตายต่อความเห็นแก่ตัวใน ชีวิตประจำวัน และการเป็นมรณสักขีเพื่อความเชื่อ” ผลลั
พระธรรมนำชีวิต Ep. เว้นวรรค 3 (การนมัสการร่วมกัน)
2026/10/20
พระธรรมนำชีวิต Ep. เว้นวรรค 3 (การนมัสการร่วมกัน) ขอบพระคุณพระเจ้า พวกเราเดินทางมาถึง จ.น่าน อ.เชียงกลาง เวลาประมาณ 4 ทุ่มนิด ๆ เมื่อวันศุกร์และเสาร์ที่ผ่านมาผมอยู่ในสองงาน คือ การอบรมผู้นำนมัสการของส.ค.บ. และคอนเสิร์ตของ Crossvoer (Res+) ร่วมกับร่วมกับพี่เหวิน วันนี้ผมขอนำส่วนหนึ่งจากคำสอนที่ผมได้รับจาก อ.เคนนี่ ในการอบรมผู้นำนมัสการมาแบ่งปัน “จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ คือร้องเพลงและสดุดีจากใจของพวกท่านถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาอยู่เสมอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” เอเฟซัส 5:19-20 สิ่งที่ผมได้รับนัันยืนยันความเข้าใจที่ผมเชื่อมาตลอดว่า การนมัสการไม่ใช่เพียงการร้องเพลง แต่ยังครอบคลุมถึงการถวายชีวิตในทุกส่วนแด่พระเจ้าด้วยการเชื่อฟังพระองค์ และการนมัสการนั้นมีผู้ชมเพียงผู้เดียว คือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดที่เรานมัสการ การนมัสการมีทั้งมิติส่วนตัวและมิติส่วนร่วม การนมัสการร่วมกันนั้นไม่ได้มีเพียงเป้าหมายในการถวายเกียรติแด่พระเจ้าเท่านั้น แต่การนมัสการร่วมกันยังมีส่วนในการเสริมสร้างความเชื่อและช่วยในการสร้างสาวกด้วย และการนมัสการร่วมกันยังส่งผลต่อชีวิตการนมัสการส่วนตัวของเราด้วย สิ่งที่อาจารย์นำเสนอจากพระธรรมเอเฟซัสทำให้เรากลับมาทบทวนการนมัสการร่วมกันในคริสตจักรของเรา เราอาจมาอยู่ด้วยกัน มาร้องเพลงด้วยกัน แต่กลับต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัวของตนเอง ทั้งที่เอเฟซัส 5:19 ใช้คำว่า “จงปราศรัยกัน” ซึ่งคำนี้อาจทำให้เราเข้าใจว่า มันหมายถึงการพูดในที่สาธารณะ เมื่อผมกลับมาศึกษาเพิ่มเติม คำนี้ในภาษาเดิมมีความหมายว่า “การพูดหรือกล่าวต่อกัน” เมื่อเชื่อมโยงกับบริบทของข้อนี้ จึงทำให้เราเห็นว่า การร้องเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพียงการร้องเพลงถวายพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้กำลังใจ หนุนใจ สื่อสารและเสริมสร้างความเชื่อของกันและกันในชุมชนแห่งความเชื่อด้วย ขอฝากข้อคิดนี้ไว้กับพวกเราทุกคน รวมถึงผู้นำนมัสการด้วยเพลง ขอให้เราช่วยกันสร้างบรรยากาศแห่งการนมัสการที่ไม่เพียงนำพาทุกคนร้องเพลงถวายพระเจ้า แต่ขอให้เราเปิดโอกาสให้พี่น้องให้กำลังใจหนุนใจกัน และให้พี่น้องของเรามีส่วนเสริมสร้างความเชื่อของกันและกันผ่านการนมัสการด้วยเสียงเพลงด้วยนะครับ ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่านครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่203) พระเยซูนำดาบมาบ้านของคุณหรือไม่?
2026/10/19
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่203) พระเยซูนำดาบมาบ้านของคุณหรือไม่? “อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะนำสันติภาพมาสู่โลก เราไม่ได้นำสันติภาพมาให้ แต่เรานำดาบมา เรามาเพื่อจะให้ ลูกชาย หมางใจกับบิดาของตน ลูกสาวหมางใจกับมารดา ลูกสะใภ้หมางใจกับแม่ผัว และ ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันก็จะเป็นศัตรูต่อกัน” ~มัทธิว 10:34-36 THSV11 ““Do not suppose that I have come to bring peace to the earth. I did not come to bring peace, but a sword. For I have come to turn “ ‘a man against his father, a daughter against her mother, a daughter-in-law against her mother-in-law— a man’s enemies will be the members of his own household.’” ~Matthew 10:34-36 NIV พระเยซูตรัสแบบทำให้คนฟังช็อก! เพราะถ้อยคำในพระคัมภีร์ข้างต้นฟังดูเหมือนจะขัดแย้งกับสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับพระองค์ ให้เรามาวิเคราะห์ดูสิ่งที่พระเยซูตรัสไว้ ว่ามีความหมายอะไรบ้าง? ​ “อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะนำสันติภาพมาสู่โลก เราไม่ได้นำสันติภาพมาให้… “ ใครๆก็คาดหวังให้พระเยซูนำสันติสุขและสันติภาพมาให้แก่โลกนี้ และพระคัมภีร์ก็ยืนยันว่าพระองค์เป็นและทำเช่นนั้นจริงๆ อาทิ 1).พระเยซูคือองค์สันติราชสำหรับโลกนี้ “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่บนบ่าของท่าน และเขาจะขนานนามของท่านว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ และองค์สันติราช”” ~อิสยาห์ 9:6 THSV11 2).พระเยซูคือผู้ประทานสันติสุขแก่เรา “เรามอบสันติสุขไว้กับพวกท่าน สันติสุขของเราที่ให้กับท่านนั้น เราไม่ได้ให้อย่างที่โลกให้ อย่าให้ใจของท่านเป็นทุกข์ อย่ากลัวเลย” ~ยอห์น 14:27 THSV11 3).พระเยซูคือ องค์สันติภาพของเรา “เพราะว่าพระองค์เองทรงเป็นสันติภาพของเรา โดยร่างกายของพระองค์ ทรงทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นหนึ่งเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่แยกระหว่างสองฝ่าย คือการเป็นศัตรูกัน” ~เอเฟซัส 2:14 THSV11 ดังนั้น เราต้องเข้าใจความจริงเบื้องต้นก่อนว่า พระเยซูไม่ได้ ก.ไม่ได้ต้องการให้เกิดความขัดแย้งและสงคราม และ ข.ไม่ได้สนับสนุนให้ผู้เชื่อใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด แต่พระองค์กำลังเตือนว่า ข่าวประเสริฐที่พระองค์นำมาให้แก่มนุษย์ อาจทำให้คนที่ไม่ยอมรับข่าวประเสริฐนั้นไม่พอใจผู้เชื่อ และทำลายสันติภาพที่พระองค์นำมา ​“แต่เรานำดาบมา”ความหมายสำคัญของ “ดาบ” ในบริบทนี้คือ“ความแตกแยก” พระเยซูเตือนไว้ว่า การติดตามพระองค์อาจนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นนั้น ทั้งๆที่ผู้เชื่อไม่เจตนาหรือตั้งใจที่จะทำเช่นนั้น ​“เรามาเพื่อจะให้ ~ลูกชาย หมางใจกับบิดาของตน ~ลูกสาวหมางใจกับมารดา ~ลูกสะใภ้หมางใจกับแม่ผัว และ ~ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันก็จะเป็นศัตรูต่อกัน” ในตอนนี้ พระเยซูกำลังตรัสถึงความขัดแย้งภายในครอบครัว โดยยกตัวอย่างลูกกับพ่อ ลูกสาวกับแม่ และลูกสะใภ้กับแม่สามี พระองค์กำลังกล่าวถึงความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้นเมื่อความภักดีต่อพระเจ้า ขัดแย้งกับความคาดหวังของคนในครอบครัว ทำไมพระองค์จึงยกตัวอย่างของคนในครอบครัว? นั่นเป็นเพราะว่า สัมพันธภาพในครอบครัวเป็นความสัมพันธ์ ที่มีอิทธิพลส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงมากที่สุดต่อชีวิตของคนเรา เพราะ เราทุกคนล้วนต้องการความรัก การยอมรับ และความเข้าใจจาก พ่อแม่ ลูก คู่สมรส ญาติพี่น้อง และคนอื่นๆในครอบครัว จนบางครั้ง คนเราถึงกับยอมทำสิ่งที่ผิดบาป เพียงเพื่อไม่ให้คนในครอบครัวที่เรารัก หรือ คนที่เราผูกพันด้วยรู้สึกผิดหวังเสียใจ สิ่งที่เตือนใจเราทุกคนก็คือ ก.ผู้เชื่อต้อง มีความรักและความถ่อมใจ ไม่ทำตัวแข็งกร้าว ท้าทาย ทะเลาะ ดูหมิ่นครอบครัว หรือสร้างความแตกแยกกับชุมชนที่เราเป็นส่วนหนึ่ง ~ โดยอ้างความเชื่อในพระเยซูอย่างเกินเลย ข. ผู้เชื่อต้อง ยืนหยัดยึดมั่นในความจริงและความเชื่อ และไม่ประนีประนอมยอมทำผิดบาป เพียงเพื่อเอาใจหรือ รักษาความพอใจของใครบางคนหรือบางกลุ่ม ~ โดยอ้างความรักเพื่อสร้างสันติภาพอย่างไม่ถูกต้อง พี่น้องที่รัก จากนี้ไป ขอให้เรา ​รักคนในครอบครัวอย่างจริงใจ ~ไม่ใช้ความเชื่อเป็นเหตุผลที่จะดูหมิ่นและทะเลาะกับคนในบ้านของเราเอง ​พูดความจริงกับคนในครอบครัว ด้วยความรัก~ ไม่ใช้พระคัมภีร์เป็นอาวุธโจมตีผู้อื่นอย่างไร้เมตตา 3.รับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตน เอง ~ไม่ใช้การรับใช้เป็นข้ออ้างในการละเลยหรือทอดทิ้งพ่อแม่ ลูก หรือคู่สมรส 4.สัตย์ซื่อในการประพฤติตนให้บริสุทธิ์ติดตามพระเจ้า ~ไม่ใช้การประนีประนอมยอมท
พระธรรมนำชีวิต Ep. เว้นวรรค 2
2026/10/19
พระธรรมนำชีวิต Ep. เว้นวรรค 2 เมื่อคืนว่นนี้ผมยังนอนอยู่ที่บ้านข้างโบสถ์ที่เขาหินซ้อน เมื่อตื่นมาตอนตีสี่กว่า ออกมานั่งเฝ้าเดียวที่หน้าบ้าน ต้องกลับไปเอาเสื้อกันหนาวเลยครับ เช้านี้ที่เขาหินซ้อนมีลมหนาวพัดแรงแล้วครับ ขอบคุณพระเจ้า “ธรรมบัญญัติของพระยาห์เวห์ดีพร้อม และฟื้นฟูชีวิต พระโอวาทของพระยาห์เวห์นั้นแน่นอน ทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา ข้อบังคับของพระยาห์เวห์นั้นถูกต้อง ทำให้ใจยินดี พระบัญญัติของพระยาห์เวห์นั้นบริสุทธิ์ ทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง ความยำเกรงพระยาห์เวห์นั้นสะอาดหมดจด ถาวรเป็นนิตย์ กฎหมายของพระยาห์เวห์ก็สัตย์จริง และชอบธรรมทั้งสิ้น น่าปรารถนามากกว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองบริสุทธิ์มากนัก หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง ที่หยดลงจากรวง อนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นที่ตักเตือนผู้รับใช้ของพระองค์ การรักษาข้อความเหล่านั้นก็ได้บำเหน็จยิ่งใหญ่” สดุดี 19:7-11 THSV11 ขอให้พวกเราผู้เชื่อในพระเยซู ผู้เป็นประชากรของพระเจ้าที่ได้รับการทรงเรียกและถูกชำระให้บริสุทธิ์แล้วเราจะตั้งใจเชื่อฟัง ยึดถือ รักษา ปฎิบัติตามถ้อยคำของพระเจ้าทุกประการ พระธรรมสุภาษิตได้ย้ำว่า “คนที่รักษาพระบัญญัติย่อมรักษาชีวิตของตน คนที่ดูหมิ่นทางแห่งพระบัญญัติก็จะตาย” สุภาษิต 19:16 THSV11 ขอให้เรารู้ว่า เราเป็นประชากรของพระเจ้า ความยำเกรงเชื่อฟังเป็นผลและเป็นแนวทางในการใข้ชีวิตของคนที่พระเจ้าเลือกไว้ครับ วันนี้ทีมของพวกเราจะเดินทางไปจังหวัดน่าน เพื่อจัดค่ายอนุชนที่ อ.เชียงกลาง ขออธิษฐานเผื่อการเดินทางของเรา และของน้องที่ภาคเหนือที่จะมาค่ายด้วยนะครับ วุฒิ วงศ์สรรเสริญ
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่202) การแต่งงาน ที่มีความสุข!
2026/10/18
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่202) การแต่งงาน ที่มีความสุข! “สามีพึงสัมพันธ์กับภรรยาตามควร และภรรยาก็พึงสัมพันธ์กับสามีตามควรเช่นเดียวกัน” ~1 โครินธ์ 7:3 THSV11 “A man should fulfill his duty as a husband, and a woman should fulfill her duty as a wife, and each should satisfy the other's needs.” ~1 Corinthians 7:3 GNT มีคำกล่าวเตือนสติไว้ว่า “ชีวิตแต่งงานที่มีความสุข ไม่ใช่การได้แต่งงานกับคนที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการเรียนรู้ที่จะรักคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ ด้วยความรักแบบที่ไม่ยอมแพ้” (A happy marriage is not about marrying a perfect person, but about learning to love an imperfect person with a love that never gives up.) ใช่ครับ “การแต่งงานหรือ การสมรสที่มีความสุข” เป็นเรื่องของคนไม่สมบูรณ์แบบสองคน ที่ ​ตั้งเป้า​ตัดสินใจ​ตั้งต้น ​ตั้งใจ และ​ต่อสู้เพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมแพ้หรือถอดใจ การแต่งงานที่มีความสุข มีลักษณะเป็นอย่างไร? ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนไม่สมบูรณ์2คนนั้นเรียนรู้ที่จะชื่นชมกับความเหมือนที่ทั้ง2มีร่วมกัน ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนทั้งสองคนยอมรับและให้เกียรติในความแตกต่างของกันและกัน ทั้ง ~ในเรื่องความเชื่อและความคิดเห็น ~ในเรื่องความเข้มแข็งและในความอ่อนแอ โดยไม่กล่าวหรือแสดงการดูหมิ่นใดๆให้เห็นหรือให้รู้สึกเช่นนั้น ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนพร้อมจะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความรักจากกันและกัน จนต่างก็พูดได้อย่างจริงใจว่า “ ”ฉันเพิ่งรู้ว่าความรักคืออะไร …ก็เพราะคุณ!” ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนพร้อมจะมองข้ามความบกพร่องเล็กๆน้อยๆ ในขณะที่ทั้งสองเดินร่วมทางชีวิตไปด้วยกัน ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนตั้งใจจะไม่ทำผิดต่อกัน และถ้าพลาดพลั้งไป ก็จะรีบสารภาพและแก้ไขในทันที ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนตัดสินใจเป็นนักให้อภัยที่พร้อมให้อภัยแก่กันและกันตั้งแต่ 1).ก่อนที่จะมีการกระทำผิดพลาดเกิดขึ้นด้วยซ้ำ หรือ 2).หลังจากที่ทีความผิดพลาดเกิดขึ้นมาแล้ว ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนรู้จักขอบคุณด้วยความซาบซึ้งกับความดีเด็กๆน้อยๆที่อีกฝ่ายทำให้ ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนไม่ยอมปล่อยให้อดีตมาแทรกแซงปัจจุบันอันจะส่งผลกระทบต่ออนาคต ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนตระหนักว่าความสำเร็จของอีกคนหนึ่งสำคัญพอๆกับความสำเร็จของ ตัวเอง และจะไม่เอาครอบครัวไปแลกกับความสำเร็จของตนเองเป็นอันขาด ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนเตือนตัวเองว่าความสุขของอีกคนหนึ่งสำคัญเหมือนกับความสุขของตัวเอง ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนพูดชมเชยหรือพูดดีๆเหมือนที่ต้องการให้อีกฝ่ายชมเชยและพูดจาดีๆต่อเรา ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนถือว่าความทุกข์องอีกคนหนึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเขาต้องร่วมแบ่งเบาในทันที ​การแต่งงานที่มีความสุข|คือการที่คนสองคนพร้อมรับมือกับความทุกข์ยากลำบากและให้กำลังใจกันโดยไม่บ่นว่ากัน ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนเรียนรู้จักภาษารักของกันและตอบสนองได้ตรงตามที่ต่างต้องการจริงๆ ​การแต่งงานที่มีความสุขคือการที่คนสองคนพร้อมยอมสละละทิ้งทุกสิ่งเพื่อทะนุถนอมรักษากันและกันโดยไม่ทิ้งกัน แต่จะเคียงข้างและเคียงคู่กัน จนถึงวันที่ลมหายใจสุดท้ายของตนหมดลง! พี่น้องที่รัก คนเราแต่งงานเพราะต้องการมีความสุข ในทำนองเดียวกัน คนเราหย่าร้าง ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นคือเขาต้องการมีความสุข! ดังนั้น ถ้าเราแต่งงานแล้ว จงให้ความสุขแก่กันและกันตามที่ทั้งสองฝ่ายปรารถนา ก่อนที่อีกฝ่ายหนึ่งจะทนผิดหวังและทนความเจ็บปวดอย่างยาวนานแบบสิ้นหวังต่อไปไม่ได้ จนต้องทำผิดยกเลิกสัญญาที่ให้ไว้ต่อกันต่อหน้าสักขีพยานทั้งหลาย การแต่งงานที่มีความสุข จะต้องมี“ความรัก”จากเบื้องบน เป็นสายใยอันเหนียวแน่นผูกพันสัมพันธภาพของสามีและภรรยาไว้ ที่ไม่มีสิ่งใดอาจจะตัดให้ขาดออกจากกันได้! “ความรักแท้ ” จากพระเจ้าจะทำให้สามีภรรยามีความสุข ได้แม้ว่า แต่ละคนจะไม่สมบูรณ์แบบ ในขณะที่ความสมบูรณ์แบบที่ปราศจากความรัก กลับไม่ก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้ใดเลย พี่น้องที่รัก “คนที่รักกัน จะยืนเคียงข้างกันในทุกวันดีๆของชีวิต และทั้งสองจะยิ่งยืนใกล้ชิดติดสนิทกันมากขึ้นไปอีก ในวันที่ชีวิตพบเจอแต่เรื่องแย
สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่201) ในไม่ช้า ก็ผ่านไป!
2026/10/17
คอลัมน์ “สดแต่เช้า”ปีที่6(ตอนที่201) ในไม่ช้า ก็ผ่านไป! “ช่วงชีวิตของข้าพระองค์ทั้งหลายคือเจ็ดสิบปี หรือแปดสิบปีแล้วแต่กำลัง กระนั้นชั่วชีวิตก็มีแต่ความเดือดร้อนโศกเศร้า เพราะไม่ช้าก็ผ่านพ้นและเราก็จากไป” ~สดุดี 90:10 TNCV “We can expect seventy years, or maybe eighty, if we are healthy, but even our best years bring trouble and sorrow. Suddenly our time is up, and we disappear.” ~Psalms 90:10 CEV มีคำกล่าวไว้ว่า “ชีวิตไม่ได้วัดกันเพียงว่าเรามีชีวิตอยู่มานานแค่ไหน แต่วัดกันที่ว่าเราใช้ชีวิตที่มีอยู่เพื่ออะไร” (Life is measured not only by how long we live, but by what we live for.) สดุดี 90:10 นี้ พรรณนาถึงสัจธรรม3ประการ คือ ​ชีวิตของเราในโลกนี้ มีขีดจำกัดและแสนสั้น ​ชีวิตของเรา มีความทุกข์ยากลำบากเป็นส่วนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ​ชีวิตของเรา มีเวลาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามาก แต่หมดเร็ว เราจึงควรคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิตนี้อย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม พระธรรมข้อนี้ไม่ได้มีไว้ 1).เพื่อทำให้เรา กังวล กลัว หรือสิ้นหวังกับชีวิต แต่ 2).เพื่อเตือนสติ ให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติ มีปัญญาและ ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า โมเสส เป็นผู้เขียน พระธรรมสดุดี บทที่90:1-17 ซึ่งเปิดเผยความจริงให้เราทราบว่า ​พระเจ้าเป็นที่พักพิงลี้ภัยของคนทุกยุคทุกสมัย (90:1)​พระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้ดำรงอยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล(90:2)​พระเจ้าเป็นผู้ทรงให้มนุษย์มีอายุจำกัดและให้กลับเป็นผงคลี(90:3)​พระเจ้ามองเห็นพันปีเป็นเหมือน1).วันวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือ 2).เหมือนยามเดียวในกลางคืน(90:4) ​พระเจ้าเทการล่วงหลับบนมนุษย์ที่เป็นเหมือนหญ้าที่งอกขึ้นในเวลาเช้า 1).ในเวลาเช้ามันก็บานออกและงอกขึ้น 2).ในเวลาเย็นก็ร่วงโรยและเหี่ยวไป (90:5-6) ​พระเจ้าตั้งความชั่วของเราไว้ต่อพระพักตร์พระองค์ 1).ตั้งบาปลับๆ ของเราไว้ในแสงสว่างแห่งพระพักตร์ ของพระองค์ 2).ทำให้วันเวลาทั้งสิ้นของเราหมดไปใต้ความกริ้วอัน เกรี้ยวกราดของพระองค์ 3).ทำให้เราเดือดร้อนเพราะพระพิโรธของพระองค์ 4).ทำให้ปีของเราสิ้นสุดลงอย่างเสียงถอนหายใจ (90:7-9) ​พระเจ้ากำหนดอายุขัยของเราไว้ที่เจ็ดสิบหรือหากแข็งแรงก็ถึงแปดสิบ แต่1).ช่วงชีวิตนั้นมีแต่ความลำบากและความเศร้าโศก 2).ช่วงชีวิตนั้น ไม่ช้าก็สูญไปและพวกเราก็จะจากไป (90:10) ​พระเจ้าสามารถสอนให้เรานับวันของเรา เพื่อเราจะมีจิตใจที่มีปัญญา “ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลายให้นับวันของตน เพื่อพวกข้าพระองค์จะมีจิตใจที่มีปัญญา”(90:12) เวลานี้ สิ่งที่เราทำได้ คือ ทูลต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ~ขอทรงหันมาเถิด ยังอีกนานเท่าใด? ~ขอทรงสงสารบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ ~ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มความรักมั่นคงของพระองค์ในเวลาเช้า เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้ 1).ร้องเพลงด้วยความชื่นบานและ 2).ยินดีตลอดวันเวลาของพวกข้าพระองค์ ~ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายยินดี 1).ให้มากวันเท่ากับที่พระองค์ได้ทรงให้พวกข้าพระองค์ ทุกข์ยากนั้น และ 2).ให้มากปีเท่ากับที่พวกข้าพระองค์ได้ประสบสิ่งร้าย ~ขอให้พระราชกิจของพระองค์ปรากฏแก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ และให้ความสง่างามของพระองค์ปรากฏแก่ลูกหลานของพวกเขา ~ขอความโปรดปรานขององค์เจ้านาย พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายอยู่เหนือเหล่าข้าพระองค์ ~ขอทรงสถาปนาผลงานจากมือของข้าพระองค์ทั้งหลายไว้เหนือพวกข้าพระองค์ ~ขอทรงสถาปนาผลงานจากมือของข้าพระองค์ทั้งหลาย!” (สดุดี 90:13-17) สรุป ขอให้เราลงมือกระทำตามหัวใจของสดุดีบทนี้ ซึ่งก็คือ 1. ให้เราตระหนักว่าชีวิตของเราสั้น และหมดสิ้นเร็ว 2.ให้เราหันมาแสวงหาและลี่ภัยอยู่ในพระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์ 3.ให้เราพร้อมเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในชีวิต 4.ให้เราใช้แต่ละวันที่เหลืออยู่ อย่างมีปัญญาและเกิดผล คุ้มค่ายาวนานตามพระเจตนารมณ์ของพระเจ้าสูงสุด …อาเมนไหมครับ? ………………………………… ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ 18ตุลาคม2026(ตอนที่ 201ปีที่6) #YoutubeCJCONNECT#คริสตจักรแห่งความรัก#Churchoflove #ShareTheLoveForward #ChurchOfJoy #คริสตจักรแห่งความสุข#NimitmaiChristianChurch #คริสตจักรนิมิตใหม่#ฮักกัยประเทศไทย #อัลฟ่า #หนึ่งล้านความดี

Podcast reviews

Read Soul Food Podcasts podcast reviews


5 out of 5
1 reviews
★★★★★
boyd kosiyabong 2024/02/04
สรรเสริญพระเจ้า
สรรเสริญพระเจ้า สำหรับทุกอย่างครับ
check all reviews on apple podcasts

Podcast sponsorship advertising

Start advertising on Soul Food Podcasts relevant audience podcasts


What do you want to promote?